ไทยคมสู่อวกาศ|กำไรใหม่แทนเดิม?

· SET

คำตอบเบื้องต้น

คำตอบเบื้องต้นคือ ยังไม่ใช่ครับ การเปลี่ยนชื่อเป็น “กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี” ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากำไรจากธุรกิจอวกาศเข้ามาแทนธุรกิจดาวเทียมเดิมแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนคือบริษัทกำลังเปิดทางไปสู่งานเทคโนโลยีอวกาศและ GEOINT ขณะที่ตัวเลขล่าสุดยังสะท้อนว่าธุรกิจบรอดคาสต์เดิมอ่อนแรง และบริษัทยังขาดทุนปกติอยู่ คำถามที่ยังเปิดคือรายได้ใหม่จะกลายเป็นฐานธุรกิจที่ต่อเนื่อง หรือเป็นเพียงรายได้โครงการระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน

การเปลี่ยนชื่อบริษัท

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม คณะกรรมการไทยคมมีมติเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี” และเปลี่ยนชื่อย่อหุ้นจาก THCOM เป็น GST โดยจะเสนอให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติวันที่ 15 กันยายน ชื่อดาวเทียมไทยคมจะยังคงเดิม บริษัทอธิบายว่าการเปลี่ยนชื่อสอดคล้องกับการขยายธุรกิจจากดาวเทียมสื่อสารไปสู่เทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงบริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่

ความหมายเชิงกลยุทธ์

ดังนั้น ข่าวนี้มีความหมายในระดับกลยุทธ์ แต่ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการในทันที ชื่อใหม่บอกว่าบริษัทต้องการให้ตลาดมองเห็นธุรกิจที่กว้างกว่าดาวเทียมสื่อสาร แต่ไม่ได้บอกว่าธุรกิจใหม่นั้นมีรายได้หรือกำไรขนาดเท่าใด

สองมุมมองต่อผลประกอบการ

ภาพที่นักวิเคราะห์ให้ต่อผลประกอบการไตรมาสสองก็มีสองด้าน ด้านหนึ่ง กรุงศรีมองว่าผลขาดทุนออกมาดีกว่าคาด และเชื่อว่าไทยคมมีโอกาสชนะโครงการ USO ระยะที่ 3 ในไตรมาสสาม เริ่มรับรู้รายได้ได้ในไตรมาสสี่ และกลายเป็นแรงหนุนกำไรหลักในปี 2570–2571

แต่อีกด้านหนึ่ง เอเซีย พลัสระบุว่าผลการดำเนินงานปกติครึ่งปีแรกยังขาดทุนประมาณ 193 ล้านบาท และไตรมาสสามอาจยังขาดทุนต่อ เพราะยังไม่มีลูกค้าใหม่ ขณะที่ลูกค้าบรอดคาสต์เดิมมีแนวโน้มลดการใช้งาน

ตัวเลขไตรมาสสอง

ตัวเลขไตรมาสสองช่วยอธิบายว่าทำไมทั้งสองมุมมองจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ไทยคมมีรายได้จากการขายและบริการ 497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% จากไตรมาสแรก แต่ลดลง 7.1% จากปีก่อน รายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนมาจากงานโครงการ เช่น การก่อสร้างสถานีภาคพื้นดินให้ Globalstar และการจัดหาระบบจานสายอากาศกับระบบปฏิบัติการภาคพื้นดินให้ GISTDA ซึ่งทยอยรับรู้ตามความคืบหน้า

รายได้ใหม่ยังไม่ใช่ฐานประจำ

นี่คือหลักฐานว่าบริษัทสามารถนำความรู้ด้านดาวเทียมไปสร้างรายได้จากงานใหม่ได้จริงในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าฐานรายได้ประจำกำลังฟื้น เพราะรายได้บรอดคาสต์ยังลดลง และรายได้จากต่างประเทศก็อ่อนตัวลง เมื่อรายได้ลดลงในขณะที่ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ อัตรากำไรจึงลดจาก 32.5% เหลือ 19%

กำไรพิเศษไม่ใช่ฐานต่อเนื่อง

กำไรไตรมาสแรกเองก็ไม่ใช่ฐานที่ควรนำมาต่อเนื่อง เพราะมีรายได้พิเศษจากดอกเบี้ยและการได้เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากอินเดียคืน ไตรมาสสองจึงกลับมาขาดทุนสุทธิ 87 ล้านบาท และขาดทุนปกติประมาณ 88 ล้านบาท แม้จะดีขึ้นจากขาดทุน 207 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบกับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนก้อนใหญ่ในปีก่อน ไม่ได้หมายความว่าความต้องการใช้บริการเดิมกลับมาเต็มที่แล้ว

อุปสงค์ข้อมูลดาวเทียม

อีกด้านหนึ่ง อุปสงค์ต่อข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีสำรวจโลกกำลังมีตัวอย่างการใช้งานจริงมากขึ้น GISTDA และหน่วยงานอวกาศของเมียนมาเพิ่งทำความร่วมมือเพื่อใช้ข้อมูลดาวเทียมรับมือไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายแดน แต่ข่าวดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าไทยคมได้รับสัญญาจากความร่วมมือนี้ จึงยังสรุปไม่ได้ว่ากระแสความต้องการระดับนโยบายจะเปลี่ยนเป็นรายได้ของบริษัทโดยตรง

กรณี SpaceX

เช่นเดียวกับกรณี SpaceX ที่ไทยไม่เปิดทางให้ถือหุ้น 100% ในธุรกิจโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ เรื่องนี้อาจทำให้กติกาการแข่งขันในตลาดไทยเปลี่ยนไป แต่หลักฐานที่มีไม่ได้แสดงว่าไทยคมได้ลูกค้าเพิ่ม ได้อำนาจตั้งราคา หรือได้รับประโยชน์ทางรายได้จากข้อจำกัดดังกล่าวโดยตรง

สิ่งที่ผู้ถือหุ้นควรแยกให้ออก

สำหรับผู้ถือหุ้น สิ่งที่ควรทบทวนคืออย่านำกำไรพิเศษของไตรมาสแรก หรือการลดลงของผลขาดทุนเมื่อเทียบกับปีก่อน ไปตีความว่าเป็นการฟื้นตัวของธุรกิจหลักทั้งหมด และอย่าใช้ชื่อใหม่เป็นตัวแทนของกำไรในอนาคตโดยอัตโนมัติ สำหรับผู้ที่กำลังติดตามหุ้น จุดสำคัญคือแยกให้ออกระหว่างรายได้โครงการที่ทยอยรับรู้กับรายได้ประจำจากลูกค้าบรอดคาสต์และต่างประเทศ

หลักฐานชี้ขาด

หลักฐานที่จะแยกสองมุมมองได้ชัดที่สุดคือผลการประมูล USO ระยะที่ 3 ในไตรมาสสาม และการรับรู้รายได้จริงในไตรมาสสี่ หากโครงการเกิดขึ้นตามสมมติฐาน รายได้ใหม่จะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หากล่าช้าหรือไม่ชนะการประมูล บริษัทก็ยังต้องเผชิญกับฐานรายได้เดิมที่อ่อนตัวต่อไป

ข้อสรุป

ข้อสรุปที่แข็งแรงที่สุดในตอนนี้คือ ไทยคมกำลังเปลี่ยนทิศทางเชิงกลยุทธ์จริง และมีหลักฐานเบื้องต้นจากงาน Globalstar กับ GISTDA ว่าความเชี่ยวชาญเดิมสามารถต่อยอดเป็นงานใหม่ได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันขนาดกำไร อัตรากำไร หรือความต่อเนื่องของธุรกิจอวกาศเพียงพอจะเรียกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างแล้ว ความไม่แน่นอนสำคัญจึงอยู่ที่ว่า USO 3 และรายได้โครงการใหม่จะชดเชยการหดตัวของธุรกิจเดิมได้จริงหรือไม่

Link copied