ธนาคารเกียรตินาคินภัทร|กำไรโต 65% สวนกลุ่มแบงก์ใหญ่กำไรหด

· SET

กำไรพุ่ง 65% ท่ามกลางกลุ่มธนาคารที่กำไรหด

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP รายงานกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2569 ที่ 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน สูงที่สุดในบรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 11 แห่งที่ประกาศงบครบแล้ว ตัวเลขนี้โดดเด่นเป็นพิเศษเพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งกลับมีกำไรลดลง เอสซีบี เอกซ์กำไรลด 15.7 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกรุงเทพกำไรลด 16.2 เปอร์เซ็นต์

คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดธนาคารขนาดเล็กกว่าอย่าง KKP จึงทำผลงานได้ดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานลูกค้าและเงินฝากมากกว่าหลายเท่า ทั้งที่ทั้งอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันเดียวกันจากดอกเบี้ยขาลงและสินเชื่อที่โตช้า

ต้นทุนเครดิตลด ไม่ใช่รายได้โต

เมื่อดูที่มาของกำไร พบว่ารายได้หลักของ KKP ไม่ได้เติบโตกว่าธนาคารอื่นเป็นพิเศษ แต่ปัจจัยชี้ขาดคือการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต หรือ ECL ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังคุณภาพสินทรัพย์ทยอยดีขึ้น และยอดหนี้เสียลดลงเกือบ 16 เปอร์เซ็นต์จากสิ้นปีก่อน ธนาคารยังตัดหนี้สูญของสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอีที่ค้างชำระมานานออกไปได้

ความหมายที่แท้จริงจึงเปลี่ยนไป ตัวเลขกำไรโต 65 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้สะท้อนธุรกิจที่กำลังขยายตัวรุนแรง แต่สะท้อนการฟื้นตัวจากฐานคุณภาพสินทรัพย์ที่เคยอ่อนแอกว่าธนาคารอื่นมาก่อน เมื่อความเสี่ยงคลี่คลายลง ผลกำไรจึงกระเด้งกลับแรงกว่าธนาคารที่ฐานสินทรัพย์มั่นคงอยู่แล้ว

นักวิเคราะห์เคยเลือก KKP ไว้ก่อนแล้ว

ก่อนงบจะออก บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งเคยจัดให้ KKP เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคารอยู่แล้ว ควบคู่กับ KBANK และ KTB โดยให้เหตุผลจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่การคาดการณ์กำไรพุ่งระดับนี้โดยเฉพาะ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ต้นทุนเครดิตของ KKP จะลดลงต่อเนื่องในครึ่งปีหลังหรือไม่ เพราะเป็นตัวแปรเดียวที่อธิบายกำไรพุ่งครั้งนี้ได้ชัดเจนที่สุด หากคุณภาพสินทรัพย์กลับมาแย่ลง กำไรที่ดูแข็งแกร่งในวันนี้อาจไม่ยั่งยืนเท่าที่ตัวเลขบ่งบอก

คำเตือนจากบ้าน KKP เอง

ที่น่าสนใจคือ ฝ่ายวิจัยของ KKP เองออกมาเตือนว่าครึ่งปีหลังต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากประเด็น AI ดอกเบี้ย และภาคส่งออกไทย แม้จะปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีทั้งปีขึ้นเล็กน้อยจาก 1.9 เปอร์เซ็นต์เป็น 2.1 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจัยบวกชั่วคราวอย่างการพักรบสหรัฐ-อิหร่าน

สรุปแล้ว กำไรที่โดดเด่นของ KKP ในครึ่งปีแรกเป็นผลจากการฟื้นตัวของคุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก ไม่ใช่สัญญาณการเติบโตเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ควรติดตามทิศทางต้นทุนเครดิตในไตรมาสถัดไปอย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ถือควรระวังการตีความตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูที่มาของกำไรนั้น

Link copied