กรุงศรี BAY ร่วง 8%|กำไรครึ่งปีโต 6.8% แต่ไตรมาส 2 หยุดนิ่ง

· SET

BAY ร่วง 8% สวนกำไรครึ่งปีโต

หุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยาร่วงลงถึง 8% ในวันเดียวกับที่บริษัทประกาศกำไรสุทธิครึ่งปีแรกเติบโต 6.8% แตะ 16,912 ล้านบาท ตัวเลขที่ควรเป็นข่าวดีกลับกลายเป็นวันที่นักลงทุนเทขายหนักที่สุดวันหนึ่งของปี. คำตอบชั่วคราวอยู่ที่ตัวเลขซึ่งซ่อนอยู่หลังหัวข้อข่าว นั่นคือกำไรไตรมาส 2 แบบรายไตรมาสล้วนที่ทรงตัวอยู่ที่ 8.29 พันล้านบาท ไม่ได้เติบโตตามที่ตัวเลขสะสมครึ่งปีบอกไว้.

คำถามที่ตามมาคือทำไมตลาดถึงเลือกเชื่อไตรมาสเดี่ยวมากกว่าตัวเลขสะสมครึ่งปีที่ดูแข็งแรง. นักลงทุนที่ยังไม่ถือ BAY ต้องตัดสินใจว่าการร่วงครั้งนี้คือจังหวะเข้าซื้อของถูก หรือคือสัญญาณเตือนที่ตลาดอ่านออกเร็วกว่าตัวเลขบนหน้าข่าว ส่วนผู้ถือหุ้นเดิมต้องตัดสินใจว่าจะถือต่อหรือลดพอร์ตก่อนที่ภาพจะชัดขึ้น.

ไตรมาสเดี่ยวเปิดโปงคุณภาพกำไรที่แท้จริง

ตัวเลขที่ตลาดเลือกอ่านคือกำไรไตรมาส 2 อย่างเดียว ซึ่งทรงตัวอยู่ที่ 8.29 พันล้านบาท ไม่ได้เติบโตตามภาพรวมครึ่งปี. สาเหตุมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ตัวเลขสะสมครึ่งปีถูกดันขึ้นด้วยไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งกว่า NIM ของกรุงศรีในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.60% และ NPL ลดลงเหลือ 3.08% ตัวเลขคุณภาพสินทรัพย์ที่ดูดีในภาพรวม แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมต้องตั้งสำรองเพิ่มในไตรมาสล่าสุด.

ตรงนี้คือจุดที่กรอบข่าวกับปฏิกิริยาตลาดขัดแย้งกันชัดเจน สื่อรายงานว่ากำไรโต แต่ราคาหุ้นบอกว่าตลาดกำลังกังวลกับคุณภาพกำไรมากกว่าตัวเลขสะสม เมื่อการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่กำไรทรงตัว นักลงทุนตีความว่านี่อาจเป็นสัญญาณแรกของต้นทุนความเสี่ยงที่กำลังไต่ระดับขึ้น ไม่ใช่แค่ความระมัดระวังชั่วคราว.

กลุ่มแบงก์แยกทาง KBANK-KKP โตสวน SCB ทรุด

การร่วงของ BAY ไม่ใช่เรื่องเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพกลุ่มธนาคารที่กำลังแยกทางกันชัดเจน ธนาคารกสิกรไทยรายงานกำไรไตรมาส 2 เติบโต 6% แตะ 1.32 หมื่นล้านบาท และเกียรตินาคินภัทรกำไรพุ่งเกินคาดจนโบรกเกอร์ปรับเป้าราคาขึ้นถึง 130 บาท ตรงข้ามกับเอสซีบี เอกซ์ที่กำไรไตรมาส 2 ลดลง 13.1% จากปีก่อน เหลือ 1.1 หมื่นล้านบาท.

นักวิเคราะห์ดีบีเอสวิคเคอร์สประเมินว่ากำไรสุทธิรวมของ 7 ธนาคารในไตรมาส 2 จะลดลง 9.5% จากปีก่อน จากแรงกดดันด้าน NIM ที่หดตัวและสินเชื่อที่ยังโตช้าทั่วทั้งกลุ่ม แต่โบรกเกอร์หลายสำนักยังคงเลือก KBANK, KTB, BBL และ KKP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม สะท้อนว่าเงินทุนกำลังไหลไปกระจุกที่ธนาคารที่คุมคุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนได้ดีกว่า ไม่ใช่กระจายเท่ากันทั้งกลุ่ม.

ตัวแปรชี้ขาดไตรมาส 3

สำหรับผู้ถือ BAY ตัวแปรที่ต้องติดตามคือระดับการตั้งสำรองในไตรมาส 3 ถ้าต้นทุนความเสี่ยงกลับมาทรงตัวหรือลดลง พร้อมกับ NIM ที่ไม่ถดถอยต่อ นั่นจะยืนยันว่าไตรมาสนี้เป็นเพียงความระมัดระวังชั่วคราว ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหาคุณภาพสินทรัพย์.

หากไตรมาส 3 การตั้งสำรองของ BAY กลับมาลดลงพร้อมกับ NIM ที่ทรงตัว การร่วง 8% ครั้งนี้จะกลายเป็นจังหวะเข้าซื้อที่ตลาดตอบสนองไวเกินไป แต่ถ้าการตั้งสำรองยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกไตรมาส นั่นคือสัญญาณว่าคุณภาพสินทรัพย์กำลังเสื่อมถอยจริง และราคาที่ร่วงวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดต่ำสุด. ตัวเลขตั้งสำรองไตรมาส 3 คือสิ่งที่ต้องดูก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ตัวเลขกำไรสะสมที่เห็นวันนี้.

Link copied