BBL ร่วง 6.25% เหลือ 187.50 บาท|งบพลาดคาดหลังราคาไล่ขึ้นแตะ 200 บาท

· SET

BBL ร่วงจากจุดสูงสุด — งบพลาดคาด

หุ้นธนาคารกรุงเทพร่วงลง 6.25% เหลือ 187.50 บาท ลดลง 12.50 บาทในวันเดียว ด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 11,299 ล้านบาท. เพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ราคาหุ้นตัวเดียวกันเพิ่งไต่ขึ้นไปแตะระดับใกล้ 200 บาทด้วยความหวังว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะฟื้นตัว.

แต่เมื่อธนาคารกรุงเทพประกาศกำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรกที่ 20,492 ล้านบาท ลดลง 16.2% จากปีก่อน ตัวเลขจริงกลับสวนทางกับความคาดหวังที่ตลาดตั้งไว้ล่วงหน้า. คำถามคือ อะไรทำให้ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศพลาดเป้าในจุดเดียวกับที่ธนาคารคู่แข่งหลายแห่งกลับทำได้ดีกว่าคาด

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยระบุว่า ประเด็นกดดันหลักมาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาดไว้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับธนาคารอื่นที่ปรับตัวขึ้นในระดับที่สูงกว่า.

อะไรอยู่เบื้องหลังตัวเลขที่พลาด

กำไรจากการขายเงินลงทุนในส่วนของตราสารหนี้ลดลงเหลือเพียง 300 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 1,600 ล้านบาท เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น. ตัวเลขนี้คือส่วนหนึ่งของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่หายไปอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 49% จากไตรมาสก่อนที่ 45% ซึ่งมีผลกระทบต่อกำไรของธนาคารในระดับหนึ่ง. ส่วนหนึ่งมาจากคุณภาพพอร์ตสินเชื่อของธนาคารเพอร์มาตาในอินโดนีเซียที่อ่อนตัวลง แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือ ก่อนหน้าการประกาศงบ ตลาดมีความคาดหวังว่าผลงานไตรมาส 2 จะฟื้นตัว จนราคาหุ้นขึ้นไปแตะระดับ 200 บาทต่อหุ้น. เมื่อตัวเลขจริงออกมาผิดคาด แรงขายทำกำไรจึงรุนแรงกว่าที่ตัวเลขกำไรที่ลดลงเพียงอย่างเดียวควรจะสร้างขึ้น — ราคาที่ไล่ล่วงหน้าต่างหากที่ขยายแรงกระแทกของงบที่พลาด

นักวิเคราะห์เตือนว่ายังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าความพลาดครั้งนี้เป็นเพียงจุดสะดุดชั่วคราวหรือเป็นแนวโน้มขาลงที่ต่อเนื่อง

ความเห็นที่แตกกัน — ถือหรือขาย

หลังราคาร่วงแรง มุมมองของนักวิเคราะห์เริ่มแยกทาง โบรกเกอร์ในประเทศอย่างกสิกรไทยยังคงมองว่าธนาคารกรุงเทพเป็นหุ้นแบงก์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และปรับคำแนะนำเป็นถือ เพราะยังมีโอกาสได้ปัจจัยหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่. ขณะที่โบรกเกอร์ต่างประเทศอย่างซิตี้กรุ๊ปปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 189 บาท จาก 190 บาท ทันทีหลังงบออกมาต่ำกว่าคาด

สิ่งที่ตอกย้ำความไม่แน่นอนคือกระแสเงินทุน นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องถึง 13 วันทำการ พลิกกลับมาขายสุทธิทันทีในวันที่กลุ่มธนาคารประกาศงบ. ความขัดแย้งระหว่างมุมมองเชิงพื้นฐานของโบรกในประเทศ กับพฤติกรรมเทขายจริงของเงินทุนต่างชาติ คือสิ่งที่ทำให้ทิศทางราคายังไม่มีคำตอบเดียว

สำหรับผู้ที่ถือหุ้นอยู่แล้ว ตัวแปรที่ต้องติดตามคือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยและกำไรจากเงินลงทุนในไตรมาส 3 จะฟื้นกลับมาหรือไม่ หากฟื้นตัว การร่วงครั้งนี้จะกลายเป็นจังหวะสะสมที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน แต่หากยังอ่อนตัวต่อเนื่อง จะยืนยันว่าเป็นแนวโน้มขาลงจริง. สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ถือและรอจังหวะเข้า ตัวแปรที่ต้องดูคือราคาจะสามารถยืนเหนือแนวรับที่เคยเป็นฐานหรือไม่ หากหลุดต่ำกว่านั้นด้วยมูลค่าซื้อขายที่ยังหนาแน่น จะเป็นสัญญาณว่าแรงขายยังไม่จบ.

Link copied