BCP น้ำมันทอดอาหารเที่ยวบิน|BCPG 9 พันล้านจ่อคดี DSI

· SET

น้ำมันทอดข้าวของบินสู่สิงคโปร์

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP ส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF ให้เที่ยวบิน TG409 เส้นทางกรุงเทพ-สิงคโปร์ในวันนี้ เป็นครั้งแรกที่ SAF ที่ผลิตในประเทศไทยถูกนำขึ้นเครื่องบินพาณิชย์จริง วัตถุดิบที่ใช้ไม่ใช่น้ำมันดิบ แต่คือน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากครัวไทยทั่วประเทศ

หน่วยผลิต HEFA-SPK SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทยในโรงกลั่นบางจาก พระโขนง เริ่มเดินสายการผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่พฤษภาคม 2569 มีกำลังผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตรต่อวัน และ SAF ที่ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้สูงสุด 80% เมื่อเทียบตลอดวัฏจักรชีวิต ตัวเลขนี้สูงกว่าที่หลายคนคาดไว้จากบริษัทโรงกลั่นน้ำมันแบบดั้งเดิม

การเดินทางของ BCP สู่จุดนี้ไม่ใช่ข้ามคืน บางจากเริ่มพัฒนาไบโอดีเซลจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมากกว่า 20 ปีที่แล้ว และสะสมทักษะการบริหารวัตถุดิบชีวภาพมาต่อเนื่อง จนวันนี้กลายเป็นฐานของ SAF ที่ ICAO และ IATA ต่างระบุว่าคือกลไกหลักในการให้อุตสาหกรรมการบินโลกบรรลุ Net Zero ซึ่งหมายความว่า BCP ไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่กำลังหดตัว แต่อยู่บนเส้นทางที่กำลังบังคับใช้ในหลายประเทศ

แต่ในวันเดียวกับที่ BCP ประกาศก้าวประวัติศาสตร์นี้ บริษัทย่อย BCPG กลับอยู่ในสปอตไลต์อีกดวงหนึ่ง กรรมาธิการการเงินฯ ได้เชิญ ก.ล.ต. มาชี้แจงปม BCPG ทุ่ม 9 พันล้านบาทซื้อคลังน้ำมันที่ถูกตั้งข้อสงสัย และมีรายงานว่า DSI กำลังจะรับเป็นคดีพิเศษ คำถามที่ตลาดต้องตอบจึงอยู่ที่ว่า ความสำเร็จของ SAF และความเสี่ยงของ BCPG อยู่ในเรื่องเดียวกันหรือเปล่า

BCPG 9 พันล้านและจุดที่ตลาดยังไม่มีคำตอบ

BCPG บริษัทย่อยของ BCP ถูกตั้งคำถามเรื่องการลงทุน 9,000 ล้านบาทในคลังน้ำมันที่กรรมาธิการการเงินระบุว่า ฉาว กรรมาธิการได้เชิญ ก.ล.ต. มาชี้แจงในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 และยังแย้มว่า DSI กำลังพิจารณารับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ซึ่งหากเกิดขึ้น ระดับความรุนแรงของข้อกล่าวหาจะเพิ่มขึ้นทันที

นี่คือความขัดแย้งที่บทความสองชุดในตลาดนำเสนอต่างกันสุดขั้ว ฝั่งหนึ่งชู BCP ว่าเป็นผู้นำพลังงานสะอาดที่ผ่านมาตรฐาน ISCC CORSIA และ ISCC EU ระดับสากล อีกฝั่งหนึ่งชี้ว่า BCPG ซึ่งเป็นแขนพลังงานหมุนเวียนของกลุ่มกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ยังไม่มีคำตอบ

สิ่งที่ทำให้การประเมินยากกว่าปกติคือโครงสร้างของกลุ่มบริษัท BCPG ไม่ใช่บริษัทอิสระ แต่เป็นบริษัทย่อยที่ BCP ถือหุ้น ดังนั้นความเสี่ยงทางกฎหมายจาก BCPG จึงไม่ได้อยู่นอกงบการเงินของ BCP ทั้งหมด นักลงทุนที่เห็นด้วยกับ SAF transformation ยังต้องตั้งคำถามว่า exposure ต่อ BCPG ในสัดส่วนเท่าใดถูกรวมอยู่ในมูลค่าที่ซื้อขายอยู่

สมมติฐานที่ตลาดส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตอบคือ ราคา BCP ในปัจจุบันสะท้อน governance risk ของ BCPG ไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ถ้าตลาดยังมองว่า BCP และ BCPG เป็นเรื่องแยกกัน ราคาอาจยังไม่รวม downside จากคดีพิเศษ แต่ถ้าตลาดเริ่มกำหนดราคาว่ามันคือกลุ่มเดียวกัน นัยสำคัญต่อ valuation จะเปลี่ยนทันที

อ่านโอกาสและกับดักจากสองทิศทาง

ถ้า DSI ไม่รับ BCPG เป็นคดีพิเศษ และ ก.ล.ต. ชี้แจงได้โปร่งใสในวันที่ 13 สิงหาคม ตลาดจะเริ่มตีมูลค่า SAF ที่บางจากผลิตได้เป็นการเปิดตลาดใหม่อย่างจริงจัง เพราะหลายประเทศกำลังทยอยบังคับใช้ข้อกำหนด SAF และกำลังผลิต 1 ล้านลิตรต่อวันของโรงกลั่นพระโขนงยังมีช่องเพิ่มได้ นี่คือเส้นทางที่ BCP กลายเป็นโอกาสเข้า

แต่ถ้า DSI รับ BCPG เป็นคดีพิเศษ แนวทางที่ตามมาคือการตรวจสอบธุรกรรม 9,000 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายถึงความไม่แน่นอนของ liability ที่อาจปรากฏในงบการเงินรวมของ BCP ในระยะถัดไป ผู้ถือที่ยังไม่ขายต้องถามตัวเองว่าถือเพราะเชื่อใน SAF หรือเพราะยังไม่ได้ประเมิน BCPG อย่างจริงจัง

ตัวแปรที่แท้จริงที่จะตัดสินว่า BCP คือโอกาสหรือกับดักไม่ใช่ตัวเลข SAF แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เมื่อ ก.ล.ต. ชี้แจงต่อกรรมาธิการ และการตัดสินใจของ DSI ว่าจะรับเรื่อง BCPG เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ถ้า DSI ไม่รับ SAF story ยังสมบูรณ์ ถ้า DSI รับ BCPG liability กลายเป็นหัวใจของการถือ BCP ไม่ใช่แค่เรื่องรอง

Link copied