BEM 5.80 บาท ปมชดเชยตั๋วร่วม|โบรกเชียร์ 10.50 ตลาดยังไม่เชื่อ

· SET

บทที่ 1: ครม. เคาะตั๋วร่วม — แต่ราคา BEM ยังไม่ขยับตามโบรก

BEM อยู่ที่ 5.80 บาท แม้ว่าครม. จะอนุมัติระบบตั๋วร่วม 17-45 บาทเมื่อ 23 มิถุนายน และโบรกเกอร์อย่างน้อย 5 รายแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมายระหว่าง 8.00-10.50 บาท ช่องว่างระหว่างราคาตลาดกับราคาเป้าหมายโบรกอยู่ที่เกือบ 50% ซึ่งผิดปกติสำหรับบริษัทที่เพิ่งได้รับข่าวดีจากนโยบายรัฐ สัญญาณนี้บอกว่าตลาดเห็นความเสี่ยงบางอย่างที่โบรกเกอร์ยังไม่นับรวม

ย้อนกลับไปช่วงมีนาคมถึงมิถุนายน ราคา BEM แกว่งในกรอบ 5.10-5.40 บาท เพราะตลาดกังวลว่ารัฐจะซื้อคืนสัมปทานในราคาที่ไม่เป็นธรรม ครั้งที่ข่าว ครม. เตรียมพิจารณาออกมาวันที่ 11-19 มิถุนายน ราคาดีดตัวขึ้นมาทำจุดสูงสุด 5.90 บาท แต่หลัง ครม. ผ่านจริง กลับไม่ขยับต่อ สิ่งที่ปลดล็อกคือ ครม. เลือกวิธีชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารแทนการซื้อคืนสัมปทาน หมายความว่า BEM ยังถือสัมปทานไว้ และรัฐจ่ายงบชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาที่เก็บจริง 17-45 บาท กับต้นทุนของผู้ประกอบการ ปมซื้อคืนถูกตัดทิ้งแล้ว แต่ปมชดเชยเงินส่วนต่างกลับยังไม่ชัด นั่นคือจุดที่ตลาดยึด

บทที่ 2: กลไกชดเชยที่ยังเปิด — ความเสี่ยงจริงที่ตลาดกังวล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม "พิพัฒน์" ระบุตรงไปตรงมาว่า "รัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อคืนกิจการ" มูลค่าซื้อคืนทั้งระบบอยู่ที่ "แสนล้านบาท" จึงเลือกวิธีตั๋วร่วมแทน ในช่วง 3 ปีแรกรัฐบาลจะควักงบประมาณชดเชยโดยตรง 1,000-4,000 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นจึงค่อยระดมทุนผ่านกองทุน TFFIF ในวงเงินหลักแสนล้านเพื่อนำรถไฟฟ้าทั้งหมดมาเป็นของรัฐ ซึ่งใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1.5-2 ปี

ที่นี่คือแก่นของความขัดแย้ง โบรกเกอร์คำนวณกำไร BEM จากสถานการณ์ที่ยอดผู้โดยสารเพิ่มขึ้นหลังราคาตั๋วถูกลง แต่ตัวเลขชดเชยที่รัฐจะจ่ายให้ BEM ยังขึ้นอยู่กับ Clearing House ที่ยังต้องหารือกับกระทรวงการคลัง รมช.คมนาคม "สิริพงศ์" ชี้ว่าจะใช้ข้อมูลผู้โดยสารจริงย้อนหลังจาก BEM เพื่อจ่ายชดเชยตามจริง ไม่ใช่การเหมาจ่าย หมายความว่าถ้าผู้โดยสารเพิ่มน้อยกว่าที่โบรกคาด เงินชดเชยที่ BEM ได้รับก็ลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. "อนุชา" เสนอนโยบายตั๋วร่วม 40 บาทตลอดสายแข่งกับรัฐบาลกลางที่อนุมัติ 17-45 บาท ซึ่งหมายความว่ามีการเมืองท้องถิ่นที่อาจแทรกแซงการดำเนินการจริงในพื้นที่สายสีเขียว สายสีทอง ซึ่ง กทม. ยังไม่ได้โอนทรัพย์สินให้ รฟม. อย่างเป็นทางการ กระทรวงการคลังในฐานะผู้ดำเนินการ Clearing House ยังไม่ได้ยืนยันกรอบเวลาชัดเจน ตลาดจึงยังรอจุดนี้

บทที่ 3: Upside ที่ยังไม่ถูก Price In — Double-Deck กับสายสีส้ม

ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดในรายงานโบรกเกอร์ไม่ใช่ราคาเป้าหมายจากตั๋วร่วม แต่คือ Double-Deck และสายสีส้ม โครงการทางด่วนสองชั้น (Double-Deck) สายงามวงศ์วาน-พระราม 9 คาดว่าจะลงนามสัมปทานได้ภายในปีนี้ และโบรกเกอร์กรุงศรีระบุว่านี่คือ Upside ที่เพิ่มราคาเป้าหมาย BEM ได้ทันที 1 บาทต่อหุ้นในครั้งเดียว ขณะที่ราคาตลาดปัจจุบันยังไม่ได้นับ Upside นี้เข้าไปเลย

สายสีส้มเป็นอีกชั้น เตรียมเปิดฝั่งตะวันออกปลายปี 2570 และเปิดเต็มรูปแบบปี 2573 คาดดึงผู้โดยสารแตะ 300,000 เที่ยวต่อวัน และส่งคนต่อเข้าสายสีน้ำเงินในฐานะ Feeder ยิ่งไปกว่านั้น ปี 2572 ภาระที่ BEM ต้องจ่ายค่าตอบแทนคงที่ให้ รฟม. ปีละ 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 40% ของ EBITDA จะสิ้นสุดลง นั่นหมายถึงกระแสเงินสดที่ปลดล็อกออกมาอีกชั้นในปี 2572 พร้อมกับที่สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินของ BEM มีแนวโน้มต้องเจรจาต่อในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งถ้าการเจรจาล่าช้าหรือเงื่อนไขไม่เอื้อ นั่นคือความเสี่ยงที่ตัดทอนค่า NPV อยู่ในหัวตลาด

ช่องว่างระหว่าง Upside ที่ยังไม่ถูก Price In กับความเสี่ยงที่ยังคาอยู่คือเหตุผลที่ราคา BEM อยู่ที่ 5.80 บาท ทั้งที่โบรกเกอร์ตั้งเป้า 10.50 บาท สิ่งที่จะเปลี่ยนสมการนี้ไม่ใช่การรอดูผลไตรมาส แต่คือสัญญาณที่วัดได้ก่อนหน้านั้น

บทที่ 4: เงื่อนไขที่เปลี่ยน BEM จาก Trap เป็น Entry Setup

สำหรับผู้ถือ BEM ที่ 5.80 บาท ตัวแปรที่ต้องติดตามไม่ใช่เป้าโบรกที่ 10.50 บาท แต่คือการยืนยันของกระทรวงการคลังว่า Clearing House มีกรอบเวลาและแหล่งทุนชัดเจน เพราะถ้ากลไกชดเชยล่าช้า กำไรปี 2570 ที่โบรกกรุงศรีคาดว่าจะโต 19% ก็จะเสี่ยงถูกปรับลง ผู้ถือควรกำหนด checkpoint ที่ต้องรู้ก่อนสิ้นไตรมาส 3 ของปีนี้ว่า รฟม. ในฐานะ Single Operator ได้รับมอบสายสีเขียวและสายสีทองจาก กทม. อย่างเป็นทางการแล้วหรือยัง เพราะนั่นคือประตูที่ต้องผ่านก่อนที่ระบบ Clearing ทั้งหมดจะเดินได้

สำหรับผู้ที่ยังไม่ถือ จุดที่เปลี่ยน BEM จาก Trap เป็น Entry Setup คือการลงนามสัมปทาน Double-Deck ภายในปี 2569 ซึ่งโบรกเกอร์ยืนยันว่าเพิ่มราคาเป้าหมายทันที 1 บาทต่อหุ้น ถ้าลงนามได้จริงในปีนี้ นั่นคือสัญญาณที่วัดได้ว่า Upside ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ ในทางกลับกัน ถ้าสัมปทาน Double-Deck ล่าช้าและ Clearing House ยังไม่มีกรอบเวลา BEM ที่ 5.80 บาทจะยังเป็น Sideways ไปอีกนาน ช่องว่างระหว่างราคาตลาดกับเป้าโบรกจะไม่แคบลงจนกว่ากลไกชดเชยจะมีตัวเลขจริงออกมา — การลงนาม Double-Deck คือสัญญาณแรกที่จะบอกว่าราคา BEM ควรเริ่มวิ่งหรือยังไม่ถึงเวลา

Link copied