บอนด์ไทยสวนเอเชีย|กนง.ตรึงดอกเบี้ย ขณะ BI ฉุกเฉิน 0.25%

· SET

บอนด์ไทยแยกทิศ

ธนาคารกลางอินโดนีเซียขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.25% สู่ระดับ 5.50% เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อรับมือรูเปียห์ที่อ่อนค่าหนักที่สุดตั้งแต่ปี 2563 แต่ไทยไม่ทำตาม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการแยกทิศที่ตลาดกำลังให้ราคา

รูเปียห์อินโดนีเซียร่วงลง 8% นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพียง 5.4% ความต่างนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนว่าทุนสำรองไทยและฐานะต่างประเทศแข็งแกร่งกว่าจนไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันชัดว่ากนง.ไม่จำเป็นต้องประชุมพิเศษ

ผลที่ตามมาคือต่างชาติที่เทขายสินทรัพย์ไทยไปสุทธิ 1.3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้า เริ่มกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยระยะยาวและหุ้นในระยะหลัง แรงขายของต่างชาติที่เคยกดดันหมดแรงลงบางส่วน ขณะที่นักลงทุนสถาบันภายในประเทศรับซื้อต่อในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา

ราคาทองคำโลกร่วงกว่า 26% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,600 ดอลลาร์ ลงมาแตะ 4,023 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะตลาดกังวลว่าน้ำมันแพงจากสงครามจะดันเงินเฟ้อสหรัฐจนเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย สัญญาณนี้คือแรงกดดันหลักที่ทำให้บอนด์ทั่วเอเชียถูกเทขาย แต่ไทยกลับเริ่มเห็นเงินต่างชาติไหลกลับ

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ การไหลกลับของต่างชาตินี้เป็นการ re-entry ที่มั่นคง หรือเป็นแค่การซื้อระยะสั้นเพราะ spread ของบอนด์ไทยกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับภูมิภาคที่ขึ้นดอกเบี้ย

JAS บอลโลก 2,310 ล้าน

JAS ปิดดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 และ 2030 รวม 2,310 ล้านบาท และนั่นบังคับให้นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยต้องตัดสินใจใหม่ว่าจะถือหุ้นกลุ่มใดในวันที่ SET ยังถูกแรงกดดันจากต่างประเทศ

ในช่วงครึ่งเช้าของวัน 11 มิถุนายน หุ้น DELTA GULF ADVANC และ TRUE วิ่งขึ้นสวนทางตลาดหุ้นเอเชียที่ลงยกแผง แรงซื้อสะท้อนการ re-allocation ของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันภายในประเทศออกจากหุ้นที่ถูกกระทบจากราคาน้ำมัน เข้าสู่หุ้นที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากดีลนี้

บริษัทหลักทรัพย์ดาโอมองว่าหุ้นที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ CBG OSP CENTEL และ SNNP จากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นในช่วงบอลโลก ขณะที่ ADVANC และ TRUE ได้จากการใช้ดาต้าที่พุ่งในช่วงถ่ายทอดสด กลไกนี้ต่างจากการเล่นหุ้นในช่วงข่าวดี เพราะมีเส้นทางรายได้ที่ชัดเจนจากแพ็กเกจ Monomax 5,999 บาทต่อปีและ sublicense ที่ JAS สามารถขายต่อให้ช่องทีวีดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ต้นทุน 70 ล้านดอลลาร์ครอบคลุมถึงปี 2030 และยังไม่มีตัวเลขยืนยันว่าจำนวน subscribers ของ Monomax จะเติบโตเพียงพอที่จะ cover ต้นทุนต่อปี ดาโอยังไม่ให้ราคาเป้าหมายสำหรับ JAS และ MONO โดยตรง นักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งสองจึงต้องติดตามตัวเลข subscriber และ sublicense deal ในไตรมาสหน้าเป็นตัวชี้วัดแรก

กลับมาที่แรงกดดันต่อ SET โดยรวม ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ว่าต่างชาติจะขายหุ้นไทยอีกครั้ง แต่คือว่าเมื่อดอกเบี้ยสหรัฐมีโอกาสขึ้นในครึ่งปีหลัง การที่กนง.ตรึงดอกเบี้ยจะทำให้ spread ระหว่างไทยกับสหรัฐแคบลง และต่างชาติที่เพิ่งกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยอาจออกอีกรอบได้เร็ว สัญญาณที่ต้องติดตามคือ CPI สหรัฐเดือนมิถุนายนและการประชุม กนง. ครั้งถัดไป ถ้าเงินเฟ้อสหรัฐยังอยู่เหนือ 4% หลังจากนี้และกนง.ไม่ส่งสัญญาณปรับนโยบาย แรงขายบอนด์ไทยรอบใหม่จะทำให้ SET ปรับฐานแรงกว่าที่ราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนไว้

Link copied