ECF เจ้าของหุ้นถูกปั่น|ตระกูลสุขสวัสดิ์ปฏิเสธจ่าย 270 ล้าน ทั้งที่อีก 5 รายยอมแล้ว

· SET

เปิดประเด็น: ค่าปรับ 270 ล้าน กับ 12 รายที่ปฏิเสธจ่าย

หุ้น ECF บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค กำลังเผชิญคดีที่สำนักงาน ก.ล.ต. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องผู้กระทำผิด 12 ราย ฐานสร้างราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น เรียกค่าปรับสูงสุดถึง 269,950,759.08 บาท พร้อมดอกเบี้ย. ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะมาจากมติเดิมของคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งที่กำหนดโทษรวม 264,695,855 บาทกับผู้กระทำผิดทั้งสิ้น 17 ราย แต่สิ่งที่พลิกความคาดหมายคือ 12 ใน 17 รายนั้นปฏิเสธไม่ยอมจ่าย ทั้งที่อีก 5 รายยอมความไปแล้วอย่างเงียบๆ.

กลุ่มที่ปฏิเสธนำโดยสมาชิกตระกูลสุขสวัสดิ์สามคน ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องอีกเก้าราย ซึ่งล้วนถูกระบุชื่อชัดเจนในเอกสารของ ก.ล.ต.. บทลงโทษที่รอพวกเขาไม่ได้มีแค่เงิน แต่ยังรวมถึงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 11 ถึง 45 เดือน และห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียนนานถึง 22 ถึง 90 เดือน แล้วแต่กรณี.

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมกลุ่มที่ดูเหมือนจะเสียเปรียบที่สุดในทางกฎหมาย ถึงเลือกยืดคดีเข้าสู่ชั้นศาล แทนที่จะยอมความเหมือนกลุ่มอื่นที่จบเรื่องไปเงียบๆ. การปฏิเสธของพวกเขาไม่ได้ทำให้ค่าปรับลดลง แต่กลับทำให้ตัวเลขที่อัยการเรียกร้องสูงกว่ามติเดิมของ ก.ล.ต. เสียอีก.

สมมติฐานที่ถูกฝัง: ทำไม 5 รายยอมจ่ายแต่ 12 รายไม่ยอม

ตลาดมักอ่านคดีแบบนี้ด้วยสมมติฐานเดียวคือ เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลสรุปความผิดแล้ว เรื่องก็จบแค่รอจ่ายค่าปรับ. แต่การที่ 5 รายในกลุ่มเดียวกันยอมความทันที ขณะที่อีก 12 รายไม่ยอม แม้ต้องเผชิญค่าปรับที่สูงกว่าเดิมในชั้นศาล สะท้อนว่าทั้งสองกลุ่มประเมินความเสี่ยงคนละแบบ. คนที่ยอมความอาจมองว่าจบเร็วดีกว่าลากยาว ส่วนกลุ่มที่ปฏิเสธอาจเชื่อว่าในชั้นศาลยังมีช่องต่อสู้ที่มติ ก.ล.ต. ไม่เปิดให้.

สมมติฐานที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยึดถือโดยไม่รู้ตัวคือ เมื่อบางส่วนของคดียอมจ่ายแล้ว ความเสี่ยงต่อบริษัทก็ลดลงตามไปด้วย. แต่ในความเป็นจริง การที่กลุ่มใหญ่ที่สุดซึ่งนำโดยตระกูลสุขสวัสดิ์เลือกไม่ยอมความ หมายความว่าคดีในส่วนที่กระทบโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ECF ยังไม่ปิดฉาก. หากศาลตัดสินให้จำเลยแพ้ตามที่อัยการเรียกร้อง บทลงโทษเรื่องห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารจะกระทบโดยตรงต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัท.

หากศาลพิพากษาตามคำร้องของอัยการ ผู้กระทำผิดกลุ่มนี้จะถูกห้ามซื้อขายหลักทรัพย์นานสุดถึง 45 เดือน และห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนนานสุดถึง 90 เดือน. นั่นคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าปรับที่เห็นในพาดหัวข่าว.

จุดตรวจสอบ-ทางแยกของนักลงทุน

จุดตรวจสอบที่แท้จริงของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครจ่ายเงินเท่าไหร่ แต่คือผลคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีที่อัยการยื่นฟ้องทั้ง 12 ราย ว่าจะยืนตามคำร้องเรียกค่าปรับสูงสุดหรือไม่ และจะกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหรือห้ามเป็นผู้บริหารนานเท่าใด. ผลตรงนี้จะเป็นตัวชี้ว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารของ ECF จะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด.

สำหรับผู้ที่ถือหุ้น ECF อยู่แล้ว จุดที่ต้องติดตามคือคำพิพากษาว่ากระทบตัวบุคคลระดับกรรมการหรือผู้บริหารจริงหรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การถือครองกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ข่าวลบชั่วคราว. สำหรับผู้ที่ยังไม่ถือและกำลังพิจารณาเข้าซื้อ เงื่อนไขที่ทำให้จังหวะนี้กลายเป็นโอกาสคือ หากศาลลดค่าปรับหรือบทลงโทษลงจากที่อัยการเรียกร้อง แสดงว่าความเสี่ยงเชิงคดีเริ่มคลี่คลายจริง แต่หากศาลยืนตามคำร้องเต็มจำนวน นั่นคือสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงในทีมผู้บริหารกำลังจะตามมา และเป็นเงื่อนไขที่ต้องรอดูก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนรายไตรมาสตามปกติ.

Link copied