สินเชื่อแบงก์พลิกบวก|GDP ฟื้น แต่ SME ยังอ่วม

· SET

แบงก์ฟื้น แต่ใคร?

สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี แต่ตัวเลข 0.2% ที่ ธปท. รายงานในไตรมาส 1/69 ซ่อนความแตกแยกภายในที่สำคัญกว่าตัวเลขรวมมาก ทั้งหมดมาจากธุรกิจรายใหญ่ที่เร่งกู้เงินหมุนเวียนรับมือต้นทุนพลังงานพุ่ง ขณะที่ SME หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 15 และสินเชื่อครัวเรือนยังติดลบอีก 0.7% สัญญาณนี้บอกว่าการฟื้นของสินเชื่อไม่ได้กว้างขวาง แต่กระจุกอยู่ที่กลุ่มธุรกิจที่รับความเสี่ยงพลังงานได้

กำไรสุทธิระบบแบงก์ Q1/69 ปรับลดลง 7.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนต่างดอกเบี้ย NIM แคบลง เพราะแบงก์ส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายลงให้ลูกค้า รายได้ดอกเบี้ยซึ่งคิดเป็น 70-80% ของพอร์ตจึงหาย แม้รายได้ค่าธรรมเนียมจะดีขึ้น แต่ไม่เพียงพอชดเชย ยิ่งกว่านั้น แบงก์ยังตุนสำรอง NPL Coverage Ratio ไว้สูงถึง 175% เพื่อรับมือความไม่แน่นอน ซึ่งหมายความว่าแบงก์กำลังใช้กำไรปัจจุบันสร้างเกราะป้องกันอนาคต ไม่ใช่ขยายธุรกิจ

ต่างชาติขายสุทธิหุ้น KBANK และ SCB วันที่ 19 พ.ค. ขณะที่กองทุนไทยเข้าซื้อสุทธิ 554 ล้านบาทในตลาดรวม การสลับทิศนี้สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติตีความตัวเลข Q1 ว่า NIM จะยังกดดันต่อ ส่วนกองทุนไทยซื้อตามราคาที่ถูกลง แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ถ้า SME ยังหดตัวต่อเนื่องและครัวเรือนยังไม่กู้ใหม่ ตัวเลขสินเชื่อรวมจะขยายตัวได้จริงหรือ หรือแค่รายใหญ่กู้เพิ่มชั่วคราวเพื่อรับมือราคาพลังงาน

นิคมฯ โต ขณะแบงก์ร่วง

ในวันเดียวกับที่หุ้นแบงก์ถูกกดดัน หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมกลับเป็นแรงพยุงหลักของ SET ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน GDP ไทย Q1/69 เติบโตดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งตรงกับสัญญาณที่ตลาดอยากเห็น

AMATA พุ่งแรงสุด บวก 11.63% เป็นหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุดใน SET100 วันนี้ ตามด้วย WHA และกลุ่มเชื่อมโยงอย่าง WHAUP และ EASTW ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวม 1,231 ล้านบาท แต่เงินกองทุนไทยและนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้าหมุนเวียนซื้อกลุ่มนิคมฯ แทนหุ้นแบงก์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกเทขาย สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าเงินในประเทศกำลังหมุนจาก defensive sectors ไปยังกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนเอกชนรอบใหม่

แต่มีตัวแปรที่นักลงทุนยังไม่ได้ชั่งน้ำหนักเต็มที่ ราคาน้ำมัน WTI ยืนอยู่เหนือ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ทรัมป์จะชะลอแผนโจมตีอิหร่านทำให้ราคาลดลง 2% แต่บอนด์ยีลด์สหรัฐยังอยู่ในระดับสูง กดดันต้นทุนการเงินของบริษัทนิคมฯ ที่ต้องกู้ขยายโครงสร้างพื้นฐาน และถ้าการลงทุนเอกชนที่ดันหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นมาเป็นเพียงการสต็อกสินค้าทุนก่อนภาษีนำเข้าสูงขึ้น ไม่ใช่การขยายกำลังการผลิตจริง ภาพที่ดีของ GDP Q1 อาจไม่ยั่งยืน

เฟด-อิหร่าน กดทิศทาง

แรงกดดันทั้งสองบทก่อนหน้านี้มาจากแหล่งเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงจากความตึงเครียดอิหร่าน-สหรัฐ บีบให้ธุรกิจรายใหญ่กู้เพิ่มเพื่อหมุนเวียน ขณะเดียวกันดันต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจนนักลงทุนรอบใหม่ต้องประเมินใหม่ว่านิคมฯ จะยังขยายได้เร็วขนาดไหน

ตลาด FOMC Minutes ที่จะออกมาในสัปดาห์นี้คือตัวชี้ชะตาสำคัญ CPI สหรัฐในเดือนเมษายนพุ่งแตะ 3.8% และ PPI อยู่ที่ 6.0% สูงกว่าคาด ถ้ารายงานการประชุม FED สะท้อนว่ากรรมการมองว่าดอกเบี้ยต้องขึ้นต่อ บอนด์ยีลด์ 10 ปีจะเข้าใกล้ 5% ซึ่งจะดึงเงินกลับไปยังพันธบัตรสหรัฐและกดดันตลาดเกิดใหม่รวมถึง SET ให้เผชิญแรงขายต่างชาติรุนแรงขึ้น

ทิศทางที่น่าจะเป็นคือ SET จะยังแกว่งในกรอบ 1,500-1,530 จุดในระยะสั้น กลุ่มนิคมฯ มีโมเมนตัมดี แต่ขึ้นได้ไม่ไกลถ้าบอนด์ยีลด์ไม่ยอมลง ด้านหุ้นแบงก์ จุดที่ต้องจับตาคือตัวเลข NPL Q2/69 ถ้า SME หดสินเชื่อต่อและหนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 2.85% ในปัจจุบัน ผลประกอบการแบงก์ H2/69 จะกดดันหนักกว่า Q1 และสัญญาณที่จะพิสูจน์ว่าการฟื้นตัวรอบนี้ยั่งยืน คือถ้าสินเชื่อ SME กลับมาบวกได้ก่อนสิ้น Q2 และ FED ส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ยในรายงาน FOMC Minutes สัปดาห์นี้

Link copied