GROREIT ร่วง 12%|สัญญา Buy-Back 4,873 ล้านล้มกำหนด

· SET

โรงแรมริมเจ้าพระยากับดีล 4,873 ล้านที่ไม่ถูกปิด

กองทรัสต์ GROREIT เปิดตลาดเช้าวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ราคา 7.65 บาท ปรับตัวลดลง 1.10 บาท หรือร้อยละ 12.15 ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เหตุที่กระทบมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) หรือ ROH ไม่ปรากฏตัว ณ สำนักงานที่ดิน เพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตันตามที่สัญญากำหนดไว้

ทันทีที่ บลจ.วรรณ ผู้จัดการกองทรัสต์ แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ROH ทำผิดสัญญาไม่มาซื้อคืน ROH ก็ออกมาโต้ทันควัน นายวิทวัส วิภากุล กรรมการผู้จัดการ ROH ยืนยันว่าบริษัทไม่มีเจตนาปฏิเสธการซื้อคืน มีเงินทุนพร้อม และคาดว่าจะปิดดีลได้ภายใน 30 วัน สองฝ่ายอ่านเหตุการณ์เดียวกันในวันที่ 14 กรกฎาคมแต่สรุปออกมาตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินในงบดุล แต่คือ "ตำนานโรงแรมระดับแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่คู่การท่องเที่ยวไทยมานานกว่า 40 ปี" ตามที่บทวิเคราะห์ระบุ คำถามที่ตลาดอยากรู้ไม่ใช่แค่ว่าดีลนี้จะจบอย่างไร แต่เป็นว่า สัญญา Buy-Back ที่ถูกออกแบบมาเป็นหลักประกัน กลับเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และคำตอบอยู่ในโครงสร้างกลุ่มที่ซ้อนอยู่ใต้ดีลนี้

โดมิโน PF-GRAND-ROH: ใครถือภาระ 4,873 ล้านจริง

เพื่อเข้าใจว่าทำไม ROH ถึงไม่ปิดดีลในวันที่ 14 กรกฎาคม ต้องไล่โครงสร้างผู้ถือหุ้นขึ้นไป ROH ถูกถือหุ้นถึง 97% โดยบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ หรือ GRAND ซึ่งตัว GRAND เองมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บมจ.ไทย พร็อพเพอร์ตี้ สัดส่วน 35.48% ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หรือ PF ที่อยู่บนยอดสุดของพีระมิดทั้งกลุ่ม

ภาพทางการเงินที่ ROH รายงานออกมาสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ไม่ได้ให้ความมั่นใจ บริษัทขาดทุนสุทธิ 269.67 ล้านบาท พลิกกลับจากกำไร 49.30 ล้านในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน นั่นคือสัญญาณที่ตลาดเห็นก่อนหน้านี้แล้ว เพราะตั้งแต่ต้นปี 2569 ROH ส่งงบการเงินล่าช้ากว่ากำหนด โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างจัดทำแผนการซื้อคืนสินทรัพย์ เป็นสัญญาณเตือนที่ตลาดเลือกที่จะมองข้ามไป

ยิ่งขึ้นไปถึงระดับ PF ซึ่งเป็น ultimate parent ของกลุ่มทั้งหมด ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินปี 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณขั้นรุนแรงสุดที่ผู้สอบบัญชีส่งออกมาได้ ประเด็นนี้คือสิ่งที่ทำให้ตลาดตีความว่า ความล้มเหลวในการปิดดีล 4,873 ล้านบาทในวันที่ 14 กรกฎาคม อาจไม่ใช่แค่เรื่อง "ตีความสัญญาต่างกัน" แต่อาจสะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องในระดับกลุ่มที่ลึกกว่านั้น

แต่ยังมีข้อมูลอีกชั้นที่ ROH ยังไม่ตอบ บลจ.วรรณ ได้ทำหนังสือถึงธนาคารออมสิน ในฐานะเจ้าหนี้ เพื่อขอผ่อนผันการชำระหนี้ระหว่างรอดีลซื้อคืน ถ้า ROH "เงินทุนพร้อม" จริงตามที่ CEO บอก การขอผ่อนผันหนี้จากเจ้าหนี้คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ความย้อนแย้งระหว่างคำแถลงกับข้อเท็จจริงนี้คือสิ่งที่ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักอยู่ในขณะนี้

กองแรกของไทย: สัญญา Buy-Back พิสูจน์จริงในวิกฤต

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีความสำคัญเกินกว่าตัวหุ้น GROREIT คือบริบทที่ว่า GROREIT คือ REIT Buy-Back กองแรกของประเทศไทย การทดสอบครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ตลาดทุนไทยรอดูมา 5 ปี ว่าโครงสร้างประเภทนี้จะทำงานได้จริงหรือไม่เมื่อถึงเวลาจริง บลจ.วรรณ ได้ขีดเส้น 30 วัน นับจากวันที่ 14 กรกฎาคม เพื่อให้ ROH ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายให้ครบถ้วน

บลจ.วรรณ ได้วางแนวทางไว้สองทาง หาก ROH ปิดดีลได้ภายใน 30 วัน กองทรัสต์จะนำเงินชำระคืนเงินกู้ คืนผลตอบแทนผู้ถือหน่วย และดำเนินการเลิกกองตามขั้นตอน ก.ล.ต. แต่ถ้า ROH ไม่สามารถปิดดีลได้ กองทรัสต์ถือครองทรัพย์สินแบบ Freehold คือมีสิทธิเต็มรูปแบบในทรัพย์ ผู้จัดการกองทุนสามารถดำเนินการหาผู้ซื้อรายใหม่สำหรับโรงแรมได้โดยอิสระ

สำหรับผู้ถือหน่วย GROREIT การตัดสินใจในสัปดาห์นี้ไม่ควรผูกกับคำแถลงของ ROH CEO เพียงอย่างเดียว เพราะตัวแปรที่แท้จริงคือสภาพคล่องของ PF ในฐานะ ultimate parent ที่มีประวัติขาดทุนต่อเนื่องและงบที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น ถ้าสภาพคล่องกลุ่มยังแข็งแรงพอ ROH ปิดดีลได้ใน 30 วัน GROREIT กลายเป็นโอกาสซื้อที่ราคาร่วงแล้ว แต่ถ้า PF ไม่สามารถส่งสภาพคล่องลงมาได้ทัน ผู้ถือหน่วยต้องรอผลการขายทรัพย์สินให้ผู้ซื้อรายใหม่ซึ่งอาจใช้เวลาและราคาคาดเดาไม่ได้ จุดที่ต้องจับตาที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของ ROH และ PF ในระหว่าง 30 วันนับจาก 14 กรกฎาคม 2569

Link copied