KBANK กับฟันด์โฟลว์ 2.6หมื่นล้าน|upside เริ่มจำกัด หรือจุดเริ่ม re-rating?

· SET

ตัวเลขที่ไม่มีใครคาด: ต่างชาติซื้อสุทธิสูงสุดในรอบ 20 สัปดาห์

ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK วิ่งขึ้นพร้อมกลุ่มธนาคารทั้งหมด 7.6% ในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2569

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือ แรงซื้อที่ผลักให้ขึ้น ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานรายไตรมาส

บล. เกียรตินาคินภัทรรายงานวันนี้ว่า เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์แรก ก.ค. สูงสุดในรอบ 20 สัปดาห์ และใกล้เคียงระดับหลังการเลือกตั้ง 3.2 หมื่นล้านบาท

นี่คือจุดที่ตลาดเริ่มสับสน ฟันด์โฟลว์ขนาดนี้คือสัญญาณเริ่มต้นของการ re-rating หรือคือจุดที่ผู้ถือควรเริ่มพิจารณาทยอยขาย?

คำตอบอยู่ที่ว่าเงินก้อนนี้มาจากไหน และกำลังมองหาอะไรใน KBANK

ทำไม Active Funds เลือกแบงก์ไทย: โมเดล BofA และช่องว่าง PBV

KKPS ชี้ว่าเงิน 2.6 หมื่นล้านบาทมาจาก Active Long-only Funds ไม่ใช่กองทุนดัชนีหรือ quant ที่ไล่ momentum

กองทุนประเภทนี้ใช้โมเดล BofA Asia ex-Japan Quant Strategy Fifty ซึ่งคัดไทยให้เป็นน้ำหนักอันดับ 2 ในเอเชีย และระบุชัดว่ากลุ่มธนาคารคือเป้าหมายแรก

เหตุผลมีสามชั้น ชั้นแรกคือ PBV กลุ่มแบงก์ไทยปี 2569 อยู่ที่เพียง 0.94 เท่า ต่ำกว่า Singapore banks ที่เกิน 2 เท่า ทั้งที่ ROE ใกล้เคียงกัน

ชั้นที่สองคืออัตราเงินปันผลเฉลี่ย 5.9% สูงกว่า Singapore banks ที่ต่ำกว่า 5% ทำให้กองทุนที่หมุนออกจากเทคโนโลยีเอเชียมองว่าแบงก์ไทยให้ yield พร้อมกับโอกาส re-rating

ชั้นที่สามคือ BofA ระบุว่าหุ้นคุณค่ามักให้ผลตอบแทนโดดเด่นในเดือนกรกฎาคม ตามรูปแบบเชิงสถิติ ซึ่งสอดรับกับการที่ DELTA ถูกขายลง 1.2% ในช่วงเดียวกันที่กลุ่มแบงก์ขึ้น

KKPS เลือก KTB และ KBANK เป็น top picks โดย KBANK ได้รับการมองว่ามีความชัดเจนของแนวโน้มกำไรสูงกว่าคู่แข่งในกลุ่ม

แต่นี่คือจุดที่ตัวเลขเริ่มขัดแย้งกัน: KKPS ระบุในเวลาเดียวกันว่า upside เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายปี 2569 "เริ่มจำกัด"

NIM bottom thesis: สมมติฐานที่ทุกคนรับไว้แต่ยังไม่มีหลักฐาน

KKPS คาดว่าไตรมาส 2 ปี 2569 จะเป็นจุดต่ำสุดของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ของกลุ่มธนาคาร

ถ้าสมมติฐานนี้ถูก re-rating ที่เริ่มจาก PBV discount จะมีเหตุผลพื้นฐานรองรับ เพราะกำไรปี 2570 จะเติบโตได้แม้รายได้ขยายตัวเพียงเล็กน้อย

แต่ที่ยังไม่รู้คือ NIM จะ bottom จริงหรือไม่ ณ ไตรมาสนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมที่ KKPS มองว่า "มีโอกาสเติบโตดีกว่าคาด" ก็ยังเป็นคาดการณ์

ตรงนี้คือช่องว่างที่ทำให้การซื้อตาม momentum ฟันด์โฟลว์มีความเสี่ยง กลุ่มธนาคารขึ้น 7.6% จากการที่ต่างชาติ re-position ก่อนงบออก ไม่ใช่หลังงบออก

ถ้า NIM ไตรมาส 2 ไม่ยืนยัน bottom thesis ต่างชาติที่เข้ามาก่อนจะมีต้นทุนสูงกว่าพื้นฐานที่รองรับ และแรงขายอาจกดราคาลงจากระดับที่ฟันด์โฟลว์ขับขึ้นมา

ขณะเดียวกัน KKPS ชี้ว่าหาก yield gap ระหว่างแบงก์ไทยและ Singapore banks แคบลง 1-2% ราคาอาจปรับขึ้นได้อีก 11%-38% จากระดับ target ปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า re-rating ยังไม่สิ้นสุดถ้าฐานข้อมูลรองรับ

เกณฑ์ตัดสิน: งบ Q2 และเงินปันผลระหว่างกาล คือตัวแปรที่แยก entry กับ trap

ตัวแปรที่แยกว่า KBANK คือโอกาสหรือกับดัก คือ NIM ในงบไตรมาส 2 ปี 2569 ที่คาดว่าจะรายงานในช่วงกลางถึงปลายเดือนกรกฎาคม

ถ้า NIM ไตรมาส 2 หยุดลดลงหรือเริ่มนิ่ง และรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดีกว่าคาด นั่นยืนยัน bottom thesis ฟันด์โฟลว์ที่เข้ามาก่อนจะกลายเป็นต้นทุนที่ต่ำกว่าจุดยืนยัน และ re-rating ขั้นต่อไปมีฐานรองรับ

แต่ถ้า NIM ไตรมาส 2 ยังลดลงต่อ หรือรายได้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าคาด สัญญาณ bottom thesis จะถูกเลื่อนออกไป และฟันด์โฟลว์ที่เข้าตาม momentum โดยไม่มีพื้นฐานยืนยันจะกลายเป็นแรงขายในภายหลัง

สำหรับผู้ถือ KBANK อยู่แล้ว เกณฑ์ที่ต้องติดตามคือทิศทาง NIM และการประกาศเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่ง KKPS มองว่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาสำคัญ ถ้าทั้งสองตัวออกมาดีกว่าคาด การถือต่อมีเหตุผล

สำหรับผู้ที่ยังไม่ถือ เกณฑ์เข้าคือรอยืนยันงบ Q2 ก่อน เพราะราคาที่ขึ้นมาแล้ว 7.6% สะท้อน bottom thesis ไปส่วนหนึ่งแล้ว การเข้าก่อนยืนยันคือการรับความเสี่ยง NIM ยังไม่จบ

ตัวแปรตัดสินสำหรับทั้งสองกลุ่มคือ NIM ไตรมาส 2 และเงินปันผลระหว่างกาลของ KBANK ในงบที่จะออกกลาง-ปลาย กรกฎาคมนี้

Link copied