KTB ไทยช่วยไทยพลัส 26 ล้านคน|Virtual Bank คู่แข่งใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนรูป

· SET

บทที่ 1 — KTB คือประตูบังคับ: รัฐฝากเงิน 2 แสนล้านผ่านธนาคารนี้

โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีผู้ลงทะเบียนปิดรอบแรกที่ 26.04 ล้านราย เงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าระบบผ่านโครงการนี้คาดอยู่ที่กว่า 200,000 ล้านบาท และทั้งหมดไหลผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ซึ่งอยู่ภายใต้ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ KTB ถูกรัฐเลือกเป็น digital infrastructure ของมาตรการการคลัง ก่อนหน้านี้ KTB เป็นช่องทางหลักของคนละครึ่ง เราชนะ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทุกครั้งที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นการบริโภค ระบบ KTB คือจุดผ่านบังคับ

สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขเงินคือ ข้อมูล ที่ไหลเข้ามา KTB ได้รู้จักพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนกว่า 26 ล้านราย ร้านค้ากว่า 600,000 รายที่ลงทะเบียนเข้าร่วม ล้วนผูกบัญชีกับ KTB

ในแง่นี้ ไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้เป็นแค่ transaction มันคือการสร้างฐาน ecosystem ที่ผูกติดกับ KTB ในระดับที่คู่แข่งทำได้ยาก บล.กรุงศรีประเมินว่ากลุ่มแบงก์ทั้งหมดจะทำกำไรปีนี้ราว 2.12 แสนล้านบาท และในนั้น KTB ถูกชูเป็นหุ้นเด่นจากปันผลสูง 6-8% ต่อปี

แต่ภาพที่ดูสดใสนี้มีด้านหลังที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น ตลาดกำลังถามว่า policy windfall ระยะสั้นนี้ซื้อได้นานแค่ไหน และใครคือคนที่กำลังเข้ามาแย่งชิง ecosystem ตัวนี้

บทที่ 2 — มติ 96.4%: Ascend Bank สะดุด แต่ Virtual Bank ยังไม่ตาย

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ที่ตลาดรอคอยมาหลายเดือน ผู้ถือหุ้น CPALL ที่ไม่มีส่วนได้เสียลงมติ 96.4% ปฏิเสธการโอน 3 บริษัทย่อย ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT เข้าสู่กลุ่ม Virtual Bank

บริษัทเหล่านี้ไม่ใช่ธุรกิจเล็กน้อย เคาน์เตอร์เซอร์วิสมีกำไรสุทธิ 1,090 ล้านบาทในปี 2568 CPAXT มีกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท และคิดเป็น 18.2% ของกำไร CPALL

ประเด็นที่ตลาดมองว่า บวก คือ CPALL ปลดล็อก Overhang หุ้น CPALL ที่ถูกกดดันจากความไม่แน่นอนมาหลายเดือน น่าจะปรับตัวขึ้นได้ บล.กสิกรไทย บล.ฟินันเซียไซรัส และบล.แลนด์แอนด์เฮาส์ ต่างมองในทิศทางเดียวกัน

แต่มุมที่คนส่วนใหญ่มองข้ามคือ Ascend Bank ยังไม่ได้หยุด Arise Ventures ยืนยันว่าจะเดินหน้ายื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank ต่อ ธปท. โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจ เพียงแต่ต้องอธิบายเหตุผลต่อ ธปท. ให้ชัดขึ้น กำหนดเปิดบริการยังคงตั้งเป้าไว้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569

ขณะเดียวกัน CLICX Virtual Bank ของกลุ่ม AIS เปิดจองเลขบัญชีวันที่ 2 มิถุนายน SCB ก็ประกาศเดินหน้า Bank X Virtual Bank ตั้งเป้าเปิดบริการปลายปีนี้ มุ่งเจาะกลุ่ม Financial Inclusion ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารพาณิชย์

ภาพที่เห็นคือ ภัยคุกคามจาก Virtual Bank ต่อธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้หายไป มันเพียงแต่เปลี่ยนรูปร่าง — จาก CP Group เป็น AIS, SCB, และผู้เล่นอื่น และนั่นทำให้การประเมินมูลค่า KTB ต้องมองผ่านเลนส์ที่ต่างออกไป

บทที่ 3 — กลุ่มแบงก์ในยุคดอกเบี้ยขาลง: ปันผลกับการแข่งขันใหม่

บล.กรุงศรีประเมินว่ากลุ่มแบงก์ไทยปี 2569 เผชิญแรงกดดันหลักจากดอกเบี้ยขาลง ซึ่งกดดัน NIM หรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของทุกธนาคาร

ในสภาพแวดล้อมนี้ สิ่งที่จะพยุงกำไรได้คือ Wealth Management และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ KTB มีจุดแข็งในด้านฐานลูกค้ารัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง NIM อาจแคบกว่าแต่คุณภาพสินทรัพย์ดีกว่า ปันผล 6-8% ต่อปีที่บล.กรุงศรีชี้ เป็นจุดดึงดูดสำหรับนักลงทุนที่มองหา yield ในสภาวะดอกเบี้ยต่ำ

แต่นักลงทุนที่ถือ KTB เพราะ ธนาคารรัฐปลอดภัย อาจกำลังคิดบน framework เก่า เพราะ Virtual Bank ที่กำลังจะเปิดในปีนี้ไม่ได้เล็งชนธนาคารใหญ่โดยตรง แต่กำลังดึงดูดฐานลูกค้าที่ยังไม่เคยอยู่ในระบบ — กลุ่ม Unbanked และ Underbanked

ธปท.ย้ำว่าการตั้ง Virtual Bank ต้องแยกธุรกิจการเงินออกจากธุรกิจหลักอย่างชัดเจน ข้อกำหนดนี้ทำให้ Ascend Bank ต้องปรับแผน แต่ก็ทำให้กฎเกณฑ์แข่งขันชัดเจนขึ้นด้วย กล่าวคือ Virtual Bank ไม่สามารถใช้ ecosystem ของ CPALL เป็นอาวุธได้อย่างเต็มที่

สิ่งที่น่าติดตามมากกว่าคือ หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ที่ 86.7% ต่อ GDP ตัวเลขนี้กดดันคุณภาพสินทรัพย์ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือ Virtual Bank สำหรับ KTB ที่มีสินเชื่อรัฐและ SME เป็นฐาน ความเสี่ยงด้านนี้อาจน้อยกว่า แต่ไม่ได้หายไป

ภาพรวมคือ กลุ่มแบงก์กำลังอยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ว่า moat ของตัวเองแข็งแกร่งพอ ไม่ใช่แค่จากการให้กู้ แต่จากการเป็น platform ที่ผู้คนใช้ชีวิตทางการเงินผ่านทุกวัน

บทที่ 4 — กรอบการตัดสินใจ: Policy Windfall ระยะสั้น หรือ Structural Moat ระยะยาว?

ประเด็นหลักที่ผู้ถือ KTB ต้องตัดสินใจในสัปดาห์นี้มีสองมิติที่ขัดแย้งกัน

มิติแรกคือ short-term catalyst ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มใช้จ่ายจริง 1 มิถุนายน 2569 เงิน 200,000 ล้านบาทจะเริ่มหมุนเวียนในระบบผ่านแอปถุงเงินและเป๋าตัง KTB ในฐานะ backend infrastructure จะได้รับ fee income และ float จากปริมาณ transaction โบรกหลายสำนักชู KTB เป็นหนึ่งใน Domestic Play ที่ได้อานิสงส์โดยตรง

มิติที่สองคือ structural question ที่ยาวกว่า Virtual Bank ที่กำลังจะเปิดในเดือนมิถุนายน-ธันวาคมปีนี้ จะแข่งขันในส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เคยทำได้ดีนัก นั่นคือการให้บริการคน 40 ล้านคน ที่ยังไม่มีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อในระบบ

ความขัดแย้งที่น่าสนใจคือ ผู้คนกลุ่มเดียวกับที่ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส อาจเป็นกลุ่มเดียวกับที่ Virtual Bank กำลังเล็งเป็นลูกค้า กล่าวคือ KTB กำลังสร้าง data profile ให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว และในอนาคต ข้อมูลนั้นอาจถูกใช้โดย Virtual Bank คู่แข่งในการประเมินเครดิต

การประเมินสถานการณ์ที่เป็นกลาง — ระยะสั้น KTB ได้ประโยชน์จาก policy windfall อย่างชัดเจน ปันผล 6-8% ต่อปีในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาลงยังดึงดูด แต่ benchmark ที่ต้องจับตาคือ หลัง 30 กันยายน 2569 เมื่อโครงการสิ้นสุด KTB จะสามารถรักษาฐานลูกค้า 26 ล้านรายนี้ไว้ได้หรือไม่ และ Virtual Bank ที่กำลังเปิดตัวจะดึงดูดคนกลุ่มนี้ไปมากแค่ไหน

นั่นคือสิ่งที่วางไว้ตั้งแต่ต้น ตัวเลข 26 ล้านราย ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของโครงการรัฐ มันคือ benchmark วัดว่า KTB จะยืนสู้ในสนามแข่งขันใหม่ได้หรือเปล่า

Link copied