ธนาคารกรุงไทยKTB|เป้าราคาพุ่ง 52 บาท จากมูลค่าซ่อนใน KTC 4.9 หมื่นล้าน

· SET

ราคาพุ่ง เป้าใหม่ 52 บาท

หุ้นธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ทะยานขึ้น 3.51% แตะ 44.25 บาท มูลค่าซื้อขายสูงสุดในกลุ่มธนาคารเช้านี้ ที่ 3,712.19 ล้านบาท จุดที่ทำให้ตลาดต้องหันมามองคือโบรกเกอร์ต่างประเทศปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 35 บาท เป็น 52 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นถึง 48.57% ในครั้งเดียว ตัวเลขระดับนี้ไม่ใช่การปรับประมาณการตามปกติ แต่สะท้อนว่ามีมุมมองใหม่ต่อมูลค่าที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจของ KTB ที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนราคาเต็มที่

คำถามที่ตามมาคือ อะไรทำให้โบรกต่างชาติกล้าปรับเป้าขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งในทีเดียว ทั้งที่ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไทยโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่กำไรหลักของธุรกิจธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สินทรัพย์ที่ KTB ถืออยู่และยังไม่ได้ปลดล็อกมูลค่าออกมา

สินทรัพย์ซ่อนอยู่ในมือ KTC

เอกสารจากแหล่งข่าวโบรกเกอร์ระบุชัดว่า KTB ถือหุ้นในบัตรกรุงไทย หรือ KTC อยู่ถึง 49.29% และหากเลือกขายหุ้น KTC ออกเพียง 5% ของที่ถืออยู่ จะสร้างมูลค่าเข้ามาได้สูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาท คำนวณจากราคาหุ้น KTC ในตลาดปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่บทวิเคราะห์เรียกว่า Hidden Asset Value นั่นคือมูลค่าที่มีอยู่จริงในงบดุล แต่ตลาดยังไม่ได้ตีราคาเข้าไปในหุ้น KTB อย่างเต็มที่

มุมมองนี้เปลี่ยนกรอบการประเมิน KTB จากการมองแค่ผลประกอบการธนาคารรายไตรมาส ไปสู่การมองทั้งงบดุล หากผู้บริหารเลือกทยอยขายหุ้น KTC บางส่วนในอนาคต กำไรพิเศษที่ได้มาอาจถูกนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลเพิ่มเติมให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้โบรกมองว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ KTB มีโอกาสอยู่ในระดับสูงถึง 7-8% ต่อปีต่อเนื่องได้นานถึง 10-15 ปี

เงินทุนไหลเข้าและคำถามที่ยังไม่ปิด

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้าให้ความเห็นว่า กลุ่มธนาคารได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง สอดคล้องกับสัญญาณเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ขยายตัว และคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่มีสัญญาณน่ากังวล ขณะเดียวกัน KTB มี Dividend Payout Ratio สูงถึง 75-80% ซึ่งหนุนความสามารถจ่ายปันผลสูงต่อเนื่องได้ในระยะยาว

บทวิเคราะห์ให้มุมมองเชิงบวกต่อ KTB โดยแนะนำว่าหากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อ นักลงทุนที่ถืออยู่แล้วสามารถถือต่อเพื่อให้กำไรเติบโตตามแนวโน้ม แต่หากราคาย่อตัวลงจะเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมเพิ่ม เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องติดตามต่อคือ ผู้บริหาร KTB จะตัดสินใจปลดล็อกมูลค่าจาก KTC จริงหรือไม่ และเมื่อใด ซึ่งเป็นตัวแปรที่จะพิสูจน์ว่าเป้าราคา 52 บาทมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด

Link copied