KTC กำไร Q2 โต 17.4%|รายได้โตแค่ 0.3%

· SET

ตัวเลขที่ดูดีเกินจริง

บริษัท บัตรกรุงไทย หรือ KTC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิ 2,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในครึ่งแรกของปีกำไรสุทธิรวม 4,397 ล้านบาท โต 17.1% ตัวเลขดูสดใสในยามที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง

แต่เมื่อดูรายได้รวมของ KTC ในไตรมาสเดียวกัน ตัวเลขอยู่ที่ 6,834 ล้านบาท โตเพียง 0.3% แทบจะทรงตัว บริษัทที่กำไรโต 17 เปอร์เซ็นต์แต่รายได้แทบไม่โตเลย มีเพียงหนทางเดียวที่ทำให้เป็นไปได้ นั่นคือต้นทุนต้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับวันนี้ กำไรที่โต 17.4% ของ KTC ไม่ได้มาจากธุรกิจที่ขยายตัว แต่มาจากค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลง 6.9% คำถามจึงไม่ใช่ว่า KTC ทำกำไรได้ดีหรือเปล่า แต่คือกำไรนี้จะยืนอยู่ได้นานแค่ไหนหากต้นทุนเหล่านั้นกลับมา

สามต้นทุนที่พังลงพร้อมกัน

ค่าใช้จ่ายรวมของ KTC ลดลง 6.9% ในไตรมาส 2 มาจากสามปัจจัยพร้อมกัน หนึ่งคือผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% จากการบริหารคุณภาพพอร์ต สองคือค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 16.1% จากต้นทุนเงินกู้ใหม่ที่ต่ำลง สามคือค่าใช้จ่ายบริหารลดลงเล็กน้อย 0.8% ผลรวมของทั้งสามผลักกำไรขึ้นแม้รายได้แทบไม่เปลี่ยน

แต่ต้นทุนทั้งสามประเภทนี้ไม่ใช่ต้นทุนที่บริษัทควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ต้นทุนเครดิตขึ้นลงตามคุณภาพลูกหนี้ในวงจรเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวมันจะกลับมา ต้นทุนการเงินผูกกับดอกเบี้ยในตลาด หาก Fed หรือ กนง. ปรับขึ้นอีกรอบ ต้นทุนนี้จะสูงขึ้นตาม ดังนั้นกำไรที่โต 17.4% วันนี้ตั้งอยู่บนปัจจัยที่อาจพลิกกลับได้

Cost to Income Ratio ของ KTC ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 34.6% ดีขึ้นจาก 35.0% ในปีก่อน ตัวเลขนี้ดูดี แต่มันดีขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายลด ไม่ใช่เพราะรายได้ขยาย บริษัทที่บีบต้นทุนจนกำไรโตได้ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาคือเรื่องน่าประทับใจ แต่บริษัทที่โตต่อไปได้ต้องโตจากรายได้ด้วย ตรงนี้คือจุดที่ยังไม่เห็นคำตอบ

ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งปีแรกโตที่ 4.7% ขณะที่พอร์ตสินเชื่อรวมโตเพียง 0.6% บริษัทเองระบุว่าเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่การเติบโตของพอร์ตที่ต่ำกว่า 1% ในสภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยยังอยู่ระดับสูง สะท้อนว่า KTC กำลังเลือกระมัดระวังมากกว่าขยาย ซึ่งหากเศรษฐกิจยังซบเซาต่อเนื่อง กลยุทธ์นี้ถูกต้อง แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้น คู่แข่งที่ขยายพอร์ตก่อนจะได้เปรียบ

NPL และพอร์ต — เสถียรภาพที่ซ่อนอยู่หรือความเสี่ยงที่ยังไม่ปรากฏ

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 KTC รายงาน NPL Ratio ของธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.14% และ NPL ของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55% ในขณะที่ NPL รวมทั้งกลุ่มอยู่ที่ 1.86% ตัวเลขเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และบริษัทระบุว่าอยู่ในกรอบเป้าหมาย

แต่นี่คือจุดที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% นั้น หมายความว่าบริษัทตั้งสำรองน้อยลงในไตรมาสนี้ ซึ่งทำได้สองทาง คือคุณภาพลูกหนี้ดีขึ้นจริงจนสำรองน้อยลงได้ หรือบริษัทเลือกประมาณการความเสียหายที่อนุรักษ์นิยมน้อยลง ทั้งสองกรณีให้ผลกำไรที่ดีขึ้นในระยะสั้น แต่ให้ความเสี่ยงที่แตกต่างกันในระยะถัดไป

ผู้ถือหุ้น KTC ต้องตั้งคำถามว่าสำรองที่ลดลง 13.9% ในไตรมาสนี้จะกลับมาหรือไม่ในไตรมาส 3 ถ้าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและหนี้ครัวเรือนยังสูง ความเสี่ยงที่ NPL จะค่อยๆ สูงขึ้นในครึ่งปีหลังยังมีอยู่ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเครดิตที่ลดไปในไตรมาสนี้กลับมาใน Q3 และบีบกำไรลง

สำหรับผู้ถือหุ้น KTC ตัวแปรที่ต้องดูคือ NPL ใน Q3/2569 และสัญญาณว่ารายได้รวมจะเริ่มโตเกิน 1% หรือยัง ถ้า NPL ทรงตัวหรือลดลงและรายได้เริ่มฟื้น แสดงว่ากำไรที่โตวันนี้มีรากที่ยั่งยืนกว่าที่คิด ถ้า NPL เพิ่มขึ้นและรายได้ยังทรงตัว กำไรของครึ่งปีแรกอาจเป็นจุดสูงสุดของปีนี้

จุดพิสูจน์สำคัญที่สุดคือผลประกอบการไตรมาส 3 ที่จะออกราวเดือนตุลาคม 2569 ถ้ารายได้รวมเริ่มขยายตัวเกิน 1% และ NPL ยังทรงตัวหรือดีขึ้น นั่นคือสัญญาณว่า KTC กำลังเข้าสู่วงจรกำไรที่ยั่งยืนและหุ้นยังมีพื้นที่ขยับ ถ้ารายได้ยังทรงตัวในขณะที่ NPL เพิ่มขึ้น กำไรที่โต 17.4% ในวันนี้จะกลายเป็นเพดานไม่ใช่พื้น

Link copied