MINT รถไฟลักชูรีบาทอ่อน|หนี้สูง-ฟันด์โฟลว์ไหลออก 3.4 หมื่นล้าน

· SET

กนง. 1% สวนเฟด — บาทอ่อนถล่ม Fund Flow ออก

ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MINT ราคาหุ้นถูกพูดถึงพร้อมกับข่าว กนง. คงดอกเบี้ย 1% เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 แต่ภาพที่เกิดขึ้นซับซ้อนกว่าที่ตลาดนำเสนอ

กนง. มีมติเอกฉันท์ 7-0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ขณะที่เฟดสหรัฐคาดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปีนี้ ส่วนต่างดอกเบี้ยสองประเทศที่กว้างขึ้นทำให้แรงกดดันให้เงินทุนไหลออกจากไทยเพิ่มขึ้น

ในเดือนมิถุนายน 2569 เพียงเดือนเดียว ต่างชาติขายสุทธิทั้งหุ้น 8,497 ล้านบาท และตราสารหนี้ 25,515 ล้านบาท รวมกว่า 34,012 ล้านบาท เงินบาทเปิดตลาด 25 มิถุนายนที่ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุแนวต้าน 33 บาท

โบรกหลายรายออกบทวิเคราะห์ทันทีหลัง กนง. ประชุมเสร็จ ชี้ว่าบาทอ่อนเป็นผลดีต่อหุ้น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ส่งออก ท่องเที่ยว และโรงพยาบาล โดยกลุ่มท่องเที่ยวที่ถูกระบุชื่อมีทั้ง AOT, MINT, CENTEL และ ERW

แต่บริษัทวิจัยเดียวกันระบุด้วยว่า กนง. ยอมรับเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำและไม่ทั่วถึง SMEs เปราะบาง สินเชื่อรายย่อยขยายตัวต่ำ คำถามคือ ถ้าบาทอ่อนเป็นสัญญาณดี เหตุใด Fund Flow ไหลออกพร้อมกันทั้งสองตลาด

MINT กับบาทอ่อน — upside ที่มาพร้อมต้นทุนแฝง

MINT มีโครงสร้างรายได้ที่ทำให้บาทอ่อนดูเป็นประโยชน์ในเชิงผิวเผิน กลุ่มโรงแรมระดับ Anantara และร้านอาหาร Minor Food ในต่างประเทศล้วนสร้างรายได้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อแปลงกลับเป็นบาทจะมีรายได้สูงขึ้นตามค่าเงินที่อ่อน

เมื่อเงินบาทอ่อนค่า นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเลือกไทยได้ในราคาถูกลงในมาตรฐานตัวเอง อัตราการเข้าพักในโรงแรมที่ดูแลกลุ่มลูกค้าระดับสูงจะยิ่งได้เปรียบ

แต่ส่วนที่ตลาดมักมองข้ามคือด้านโครงสร้างหนี้ MINT เป็นบริษัทที่มีภาระหนี้ระยะยาวสูง การที่ Fund Flow ไหลออกจากตราสารหนี้ไทยกว่า 25,515 ล้านบาทในเดือนมิถุนายนเดือนเดียว สะท้อนว่าต้นทุนการกู้ยืมในตลาดพันธบัตรไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น

กนง. คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปี 2569 ตาม SCB EIC ซึ่งหมายความว่า บาทอ่อนไม่ใช่สถานการณ์ชั่วคราว แต่เป็นสภาวะที่ยืดเยื้อจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างออกต่อเนื่อง

ประเด็นที่ขัดกันคือ ด้านรายได้ดีจากบาทอ่อน แต่ต้นทุนทางการเงินก็สูงขึ้นจากตลาดพันธบัตรที่ถูก Fund Flow กดดัน ตัวแปรที่ตัดสินว่าฝั่งไหนจะชนะคือสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ต่างประเทศ

รถไฟลักชูรี — catalyst ใหม่ที่ยังอยู่แค่ LOI

ในวันเดียวกับที่ กนง. ประกาศคงดอกเบี้ย กระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่าได้หารือแผนพัฒนารถไฟท่องเที่ยวลักชูรี (Luxury Train) ร่วมกับกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อย่างเป็นทางการ

โครงการนี้เกิดขึ้นรับ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ซึ่งเปิดให้เอกชนเข้าร่วมบริหารรถไฟได้ MINT พร้อมทำหน้าที่นำเอาเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากพันธมิตรในยุโรปเข้ามาพัฒนาตู้รถไฟ

เป้าหมายของโครงการคือดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงและกระจายรายได้สู่เมืองรอง ซึ่งตรงกับจุดแข็งของ MINT ที่มีแบรนด์ Anantara เป็นที่รู้จักในตลาดลักชูรีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ยังไม่มีการลงนาม LOI อย่างเป็นทางการ MINT ยังอยู่ในขั้นตอน "พิจารณาจัดทำหนังสือแสดงเจตจำนง" ซึ่งหมายความว่าโครงการนี้ยังไม่ผ่านด่านแรกของการผูกพัน

ตลาดจึงเผชิญกับภาพที่ซ้อนทับกัน บาทอ่อนและดีลรัฐสร้างแรงดึงดูด แต่ดีลที่ยังไม่ปิด และความเสี่ยงด้านต้นทุนจาก Fund Flow ออก สร้างแรงกดดันทิศตรงข้ามพร้อมกัน

สัญญาณที่ผู้ถือและผู้เฝ้าดูต้องจับตา

กนง. ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.5% โดยแรงส่งหลักมาจากวัฏจักร AI และเทคโนโลยีที่ขยายตัวต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า แต่การเติบโตกระจุกตัวในภาคเทคโนโลยีและส่งออก ไม่ใช่ภาคบริการหรือการบริโภคภายในที่ MINT พึ่งพา

ความเสี่ยงที่ยังเปิดอยู่คือ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาด เงินทุนที่ไหลออกจะเร่งตัวขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ยถ่างกว้างยิ่งขึ้น และต้นทุนทางการเงินของ MINT จะสูงกว่าที่ประมาณการไว้

สิ่งที่ counter ความเสี่ยงนี้ได้คือ หากโครงการรถไฟลักชูรีสามารถลงนาม LOI ได้ภายในไตรมาส 3/2569 จะส่งสัญญาณว่า MINT กำลังเข้าสู่ธุรกิจรายได้ประจำใหม่ที่ไม่ผูกกับวัฏจักรสกุลเงิน

ผู้ถือ MINT ควรติดตามตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรายไตรมาส Q3/2569 ว่าบาทอ่อนแปลงเป็นอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้นจริงหรือไม่ และกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จะสะท้อนต้นทุนทางการเงินที่เปลี่ยนไปอย่างไร

ผู้ที่ยังไม่ถือ MINT: ตัวแปรที่ตัดสิน upside ไม่ใช่บาทอ่อนเพียงอย่างเดียว แต่คือ LOI รถไฟลักชูรีที่ต้องมีการลงนามพร้อมกับตัวเลขหนี้สุทธิในงบไตรมาส 2 ก่อนที่จะประเมินได้ว่าบาทอ่อนช่วยรายได้มากกว่ากดต้นทุนหรือไม่

Link copied