NEX ซื้อ Thai EV|รายได้ใหม่หรือหุ้นใหม่?

· SET

ดีลที่เปลี่ยนคำถาม

ข่าวของ NEX วันนี้ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นโหวตเห็นชอบดีลครั้งใหญ่ แต่คือการเปลี่ยนคำถามของบริษัท จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์บางขนาด ไปสู่การพยายามเป็นผู้ให้บริการครบทุกช่วงตลาด

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ผู้ถือหุ้นอนุมัติให้ NEX ซื้อ Thai EV ทั้ง 100% มูลค่า 149.95 ล้านบาท โดยจ่ายด้วยหุ้นใหม่ของ NEX ไม่เกิน 208.27 ล้านหุ้น ที่ราคา 0.72 บาทต่อหุ้น จุดแข็งของดีลนี้คือบริษัทไม่ต้องใช้เงินสดและไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม แต่ต้นทุนที่ผู้ถือหุ้นเดิมต้องรับคือจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น

เหตุผลเชิงธุรกิจ

Thai EV ทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2560 โดยเน้นรถขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีทีมขายและฐานลูกค้าในธุรกิจโลจิสติกส์ ภาคเอกชน และภาครัฐ ขณะที่ NEX มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่รถโดยสาร รถบรรทุกขนาดใหญ่ ไปจนถึงรถหัวลาก การรวมกันจึงมีเหตุผลเชิงธุรกิจชัดเจนกว่าแค่การซื้อบริษัทมาเพิ่มชื่อในพอร์ต เพราะ NEX จะมีสินค้าครบตั้งแต่รถเล็กถึงรถหนัก และอาจขายต่อให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันได้

หลักฐานที่ฝ่ายบริษัทนำเสนอคือยอดจำหน่ายรถเชิงพาณิชย์ไฟฟ้า 4 ล้อของ Thai EV เติบโต 100% ในช่วงปี 2566–2568 ตัวเลขนี้ทำให้ดีลดูเหมือนการซื้อเครื่องยนต์การขายที่กำลังขยายตัว แต่ต้องแยกให้ออกว่า “ยอดจำหน่ายเติบโต” ยังไม่เท่ากับกำไรหรือกระแสเงินสดที่จะไหลเข้า NEX ทันที ข่าวยังไม่ได้แสดงรายได้ กำไร อัตรากำไร หรือจำนวนรถที่ Thai EV จะส่งมอบหลังเข้ามาอยู่ในกลุ่ม

นี่คือจุดที่ทำให้การอ่านข่าวแบบมองแต่คำว่า Commercial EV Ecosystem อาจเร็วเกินไป NEX กำลังซื้อความกว้างของสินค้า ช่องทางขาย และฐานลูกค้า ส่วนผลตอบแทนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบริษัทบูรณาการสิ่งเหล่านี้แล้วเปลี่ยนเป็นยอดขายจริงและกำไรที่มากพอจะชดเชยหุ้นใหม่

ราคาและผลกระทบ

ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระประเมินมูลค่า Thai EV ด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดไว้ที่ 165.12–201.33 ล้านบาท สูงกว่าราคาซื้อประมาณ 9–26% จึงช่วยสนับสนุนว่าดีลไม่ได้ซื้อแพงอย่างชัดเจน แต่ตัวเลขนี้เป็นการประเมินมูลค่า ไม่ใช่ผลประกอบการที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันการจ่ายด้วยหุ้นช่วยรักษาสภาพคล่องและไม่เพิ่มดอกเบี้ยก็จริง แต่ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมต้องแบ่งกำไรในอนาคตให้กับหุ้นจำนวนมากขึ้น

ผลกระทบที่บริษัทคำนวณไว้คือ Control Dilution ประมาณ 3.36% โดยสัดส่วนของ EA ลดจากประมาณ 77.77% เหลือ 75.16% ส่วน Price Dilution เชิงทฤษฎีอยู่ที่ประมาณ 0.97% หรือราว 0.01 บาทต่อหุ้น หุ้นที่ผู้ขายได้รับยังมีข้อจำกัดการขาย และหุ้นประมาณ 45.48 ล้านหุ้นของผู้บริหาร NEX จะถูกนำเข้าบัญชี Escrow ราว 5 ปี สิ่งนี้ช่วยลดแรงขายทันที แต่ไม่ได้ลดความเสี่ยงว่าการรวมธุรกิจจะทำได้ตามแผนหรือไม่

สิ่งที่ต้องพิสูจน์

สำหรับผู้ถือหุ้น ข่าวนี้จึงเป็นหลักฐานว่า NEX กำลังเลือกขยายขอบเขตธุรกิจโดยใช้หุ้นเป็นเงินทุน มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ากำไรได้เปลี่ยนทิศแล้ว สำหรับคนที่กำลังจับตา สิ่งที่ควรรอดูไม่ใช่แค่การอนุมัติดีล แต่คือหลังธุรกรรมเสร็จ NEX จะขายรถของทั้งสองบริษัทได้มากขึ้นจริงหรือไม่ ลูกค้าเดิมซื้อสินค้าเพิ่มหรือไม่ และรายได้ใหม่มีอัตรากำไรเพียงพอรองรับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า

ตอนนี้ NEX ได้สิทธิ์ในการเล่าเรื่องการเติบโตที่ใหญ่ขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลในข่าวที่ยืนยันว่ารายได้และกระแสเงินสดจะใหญ่ขึ้นตาม เรื่องนี้จึงยังเป็นการซื้อโอกาสในการเติบโต ไม่ใช่การซื้อกำไรที่พิสูจน์แล้ว และคำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่ตัวเลขหลังการบูรณาการ ไม่ใช่ผลโหวต 100% ในวันนี้

Link copied