PTT-PTTEP ร่วงสงครามสงบ|GDP ไทยปรับใหม่ พลังงานเปลี่ยนทิศ

· SET

สงครามสงบ หุ้นพลังงานร่วง

PTT ปิดที่ 35 บาท ลดลง 1 บาท และ PTTEP ร่วง 7.50 บาทในวันเดียว ขณะที่ SET โดยรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลง ปิดที่ 1,591.72 จุด สิ่งที่ดูเหมือนข่าวดีสำหรับโลก กลายเป็นแรงกดดันที่ตรงที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นพลังงานไทย

ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน ที่เตรียมลงนามวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ส่งสัญญาณว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้ง ตลาดกลับเข้ามา price ราคาน้ำมันขาลงล่วงหน้าทันที OPEC+ เพิ่งเพิ่มกำลังผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมิ.ย. ซ้ำกับแรงขายโดยนักลงทุนสถาบันที่ rotate ออกจาก PTT และ PTTEP ในวันนี้

การขายนี้ไม่ใช่ panic sell — มูลค่าซื้อขายรวม 91,848 ล้านบาทในวันนี้บ่งชี้ว่ามีการ rebalancing จริง ไม่ใช่แค่ sentiment ระยะสั้น ต่างชาติและสถาบันได้ถือหุ้นพลังงานในฐานะ hedge สงครามตลอดหลายเดือน และตอนนี้ความจำเป็นของ hedge นั้นกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว

รมว.คลัง เอกนิติ ออกมายืนยันว่าแม้ราคาพลังงานลด รัฐบาลยังจะเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สำหรับ energy transition โดยให้เหตุผลว่าโครงสร้างผลิตน้ำมันโลกถูกทำลายจากสงคราม การกลับสู่ราคาก่อนสงครามเป็นไปได้ยาก แต่ตลาดไม่ได้ฟังคำอธิบายนั้น — GULF บวก 1 บาท เดี่ยวๆ ในขณะที่ PTT/PTTEP ถูกขาย สะท้อนว่าเงินกำลัง rotate จากน้ำมันและก๊าซ ไปสู่โซลาร์และพลังงานหมุนเวียน

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ: การ rotate ออกจากพลังงานนี้เป็นการปรับครั้งเดียว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการ re-rating ครั้งใหญ่ที่รอสัญญาณ Fed?

เม็ดเงินในประเทศชดเชยได้แค่ไหน

ขณะที่พลังงานถูกขาย รัฐบาลกำลังอัดฉีดเม็ดเงินตรงข้ามทิศทาง ไทยช่วยไทยพลัสเปิดวันแรกด้วยยอดใช้จ่ายสะสมทั่วประเทศแล้ว 30,918 ล้านบาท โดยในส่วนฟู้ดเดลิเวอรีเพียงวันเดียวสะพัด 46 ล้านบาท และ LINE MAN คาดออเดอร์โตเป็น 2 เท่าตลอดโครงการ

แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เดินทางถึงตลาดหุ้นในแบบเดียวกัน เม็ดเงินกระตุ้นการบริโภคไม่แปลงเป็น re-rating ของ SET ทันที เพราะร้านค้ารายย่อยที่ได้รับประโยชน์ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ส่วน JAS ซึ่งถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 และ MONOMAX ได้รับ traffic จากโครงการนี้ทางอ้อม — แต่มูลค่าตลาดเทียบกับ PTT หรือ PTTEP ต่างกันคนละ magnitude

ผลลัพธ์จากโครงการคนละครึ่ง พลัสครั้งก่อนเป็นหลักฐานที่รัฐบาลยกมาอ้าง: ร้านค้าที่เข้าร่วมยอดขายเพิ่ม 500-600% ในช่วงโครงการ และยังโต 100-200% หลังสิ้นสุดโครงการ แต่ผลกระทบต่อ GDP นั้น เอกนิติเองระบุว่าจะทบทวนตัวเลข GDP ใหม่หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางชัดเจน ซึ่งหมายความว่าตัวเลขที่ตลาดใช้ปัจจุบันอาจจะ underestimate ทั้งสองทิศทาง

ความเสี่ยงที่ยังไม่ได้ถูก price คือ: ถ้า GDP ไทยถูกปรับขึ้นพร้อมกับที่ราคาพลังงานลด ตลาดจะต้องคิดใหม่ว่า sector ไหนจะได้รับประโยชน์จริง และนักลงทุนต่างชาติที่ยังไม่กลับ จะรอสัญญาณ Fed ก่อนตัดสินใจ

เฟด 17 มิ.ย. — ตัวแปรชี้ขาด

การประชุม Fed วันที่ 16-17 มิ.ย.นี้ คือจุดตัดสินว่าเงินทุนต่างชาติจะ rotate กลับเข้า EM หรือไม่ ธนาคารกสิกรไทยประเมิน SET รายสัปดาห์ไว้ที่แนวรับ 1,550-1,560 และแนวต้าน 1,610-1,625 จุด — กรอบที่แคบนี้สะท้อนว่าสถาบันในประเทศยังไม่กล้า commit ทิศทาง

เงินบาทที่ ttb คาดว่าจะแกว่งในกรอบ 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์สัปดาห์นี้ เป็นตัวบอกว่า Fund Flow ยังไม่มีทิศทางชัด ถ้า Fed ส่งสัญญาณ dovish หรือคงดอกเบี้ย เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าหลุด 32 บาท ซึ่งจะเป็นสัญญาณดึงนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า SET ได้เร็วกว่าที่ประเมิน

แต่มีตัวแปรที่ซ้อนอยู่: ถ้าสงครามอิหร่านสงบจริง เงินเฟ้อสหรัฐอาจลดเร็วกว่าที่ Fed คาด ทำให้ตลาดเริ่ม price cut cycle ล่วงหน้า ในกรณีนั้น EM ทั้งกลุ่มจะได้ประโยชน์ — แต่ไทยจะได้น้อยกว่าหากยังถือหุ้นพลังงานหนัก เพราะ positive macro จะชนกับ negative sector re-rating ในเวลาเดียวกัน

หลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าการ rotate ออกจาก PTT-PTTEP วันนี้คือจุดสิ้นสุด ไม่ใช่จุดเริ่มต้น คือ: ถ้า PTTEP ยังถูกขายสุทธิโดยต่างชาติต่อเนื่องภายหลัง Fed meeting ในขณะที่ SET รวมบวก — นั่นคือสัญญาณว่าการ re-rating พลังงานลงกำลังเดินหน้าเต็มรูปแบบ ไม่ว่าข่าวสันติภาพจะดีแค่ไหน

Link copied