PTTGC บิ๊กล็อต 40 ล้านหุ้นต่ำกระดาน|ดีลญี่ปุ่น-กักตุนน้ำมัน สัญญาณไหน?

· SET

บทที่ 1 — Big Block 40 ล้านหุ้น: ใครขาย และต้องการบอกอะไร

วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา PTTGC โผล่บิ๊กล็อตในกระดาน จำนวน 40 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 1.34 พันล้านบาท ราคาเฉลี่ยที่ซื้อขายคือ 33.71 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคากระดานในช่วงนั้น การซื้อขายบล็อกเทรดในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะผู้ขายยอมรับราคาต่ำกว่าตลาดเพื่อให้สามารถปิดดีลได้ในคราวเดียว นั่นหมายความว่าผู้ขายต้องการออกจากหุ้นนี้ด้วยปริมาณที่มากพอในเวลาจำกัด ในการตีความบิ๊กล็อต คำถามสำคัญไม่ใช่ "ใครซื้อ" แต่คือ "ใครขาย และทำไม" ถ้าผู้ขายเป็นกองทุนต่างชาติที่ลดน้ำหนักหุ้นพลังงานไทยในพอร์ตรวม ผลกระทบต่อ PTTGC เฉพาะตัวอาจจำกัด แต่ถ้าผู้ขายมองเห็นความเสี่ยงเฉพาะของ PTTGC ที่คนอื่นยังไม่เห็น สัญญาณนี้หนักกว่า สัปดาห์เดียวกัน PTTGC ออกหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาการกักตุนน้ำมันช่วงสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ การที่บิ๊กล็อตและหนังสือชี้แจงเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกัน คือสิ่งที่ทำให้ตีความได้ลำบาก ผู้ถือหุ้นที่มองเป็นบวกอาจบอกว่า บิ๊กล็อตคือผู้ถือรายใหญ่ขายทำกำไร ไม่เกี่ยวกับ scandal ผู้ถือหุ้นที่มองเป็นลบอาจบอกว่า กองทุนที่รู้ข้อมูลล่วงหน้าจากกระบวนการสอบสวนรีบออกก่อน ทั้งสองการตีความอิงข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่นำไปสู่การตัดสินใจที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จุดสำคัญที่ต้องจับตาคือ disclosure ว่าผู้ขาย Block Trade รายนี้คือใคร

บทที่ 2 — ข้อกล่าวหากักตุนน้ำมัน: ขนาดของความเสี่ยงที่ยังวัดไม่ได้

ในช่วงที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันในไทยพุ่งขึ้นเร็ว มีข้อกล่าวหาว่าบริษัทพลังงานบางส่วนกักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไร PTTGC ถูกพาดพิงในประเด็นนี้ ทั้งเรื่องการขนส่งและความครบถ้วนของเอกสาร บริษัทออกหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน โดยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันทั้งทางตรงและทางอ้อม PTTGC ระบุว่าหน้าที่ของตนคือผลิตและส่งมอบน้ำมันที่หน้าโรงกลั่นเท่านั้น หลังจากส่งมอบแล้ว ความรับผิดชอบและการควบคุมการขนส่งจะโอนไปยังผู้ซื้อทันที ในแง่กฎหมาย ข้อชี้แจงนี้ดูสมเหตุสมผล แต่ในแง่การตลาดทุน มีเรื่องสำคัญที่ต้องคิด ข้อกล่าวหาในลักษณะนี้ ถึงแม้จะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ก็สามารถกดดันราคาหุ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่กระบวนการสอบสวนยังไม่มีข้อสรุปและยังคงอยู่ในกระแสข่าว สมมติฐานที่นักวิเคราะห์บางส่วนใช้คือ PTTGC จะถูกตรวจสอบแล้วพ้นผิด สมมติฐานนี้ต้องการเงื่อนไขว่ากระบวนการสอบสวนจะเสร็จสิ้นเร็วและผลออกมาชัดเจน แต่ถ้ากระบวนการลากยาวหลายเดือน ความไม่แน่นอนก็กดดันหุ้นต่อไปโดยไม่มีเหตุการณ์ใหม่ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในการตีความนี้คือ ตลาดไม่ได้รอให้คดีจบก่อนจะตัดสินใจ ตลาดตัดสินใจบนพื้นฐานของความน่าจะเป็น และความไม่แน่นอนคือต้นทุนชนิดหนึ่ง ข้อมูลที่ต้องติดตามคือ ผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐว่าจะออกมาเมื่อไหร่

บทที่ 3 — ดีล Toray+Mitsubishi: โอกาสที่แท้จริง แต่ horizon ยาวมาก

ก่อนที่ scandal จะเกิดขึ้น PTTGC มีข่าวดีที่น่าสนใจในสัปดาห์เดียวกัน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน บริษัทประกาศต่อยอดความร่วมมือกับ Toray Industries และ Mitsubishi Corporation สองยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ในด้าน Toray นั้น โครงการสำคัญคือการพัฒนาไนลอน 6,6 ชีวภาพ 100% โดยใช้วัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรของไทยผ่านกระบวนการหมักชีวภาพ GC ทดลองผลิตในถังหมักขนาด 50,000 ลิตรได้สำเร็จ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นครั้งแรกของโลก เป้าหมาย Pilot Scale คือปี 2571 ก่อนจะต่อยอดไปสู่ไนลอน 6,6 ชีวภาพในระยะถัดไป Mitsubishi Corporation จะเป็นช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Bio ของ GC ไปยังตลาดญี่ปุ่นและเอเชีย คำถามที่ต้องตั้งขึ้นมาตรงๆ คือ timeline นี้หมายความว่าอะไรในแง่นักลงทุน Pilot Scale ปี 2571 Commercial Scale อาจอยู่ที่ปี 2573-2575 อย่างเร็ว ในระหว่างนั้น พอร์ตรายได้หลักของ PTTGC ยังคงเป็น Olefins ที่ถูกกดด้วยกำลังผลิตส่วนเกินจากจีน PTTGC มีกำลังผลิต Olefins 3.3 ล้านตันต่อปี ตัวเลขนี้ยังคงขับเคลื่อนงบการเงินอยู่ กำไร Q1 ปี 2569 อยู่ที่ 3,232 ล้านบาท ซึ่งดูดีกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่การจะประเมินว่า Pivot สู่ Green & Bio จะเปลี่ยน P&L ได้เมื่อไหร่นั้น ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม ข้อสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ในการประเมินแบบ optimistic คือราคาปิโตรเคมีจะยังไม่ฟื้นก่อนที่ Bio จะสเกลได้ ถ้าราคา Olefins ฟื้นก่อน การ Pivot อาจไม่ urgent และหุ้นก็อาจฟื้นด้วยธุรกิจเดิม ถ้าราคา Olefins ยังทรงตัวต่ำต่อไป ความสำเร็จของดีล Bio กลายเป็นปัจจัยเดียวที่ช่วยได้ จุดที่ควรจับตาในไตรมาสหน้าคือ สัดส่วนรายได้จาก Specialty และ Green ในงบการเงิน Q2 และการอัปเดตจากบริษัทว่ากระบวนการสอบสวนด้านน้ำมันมีความคืบหน้าอย่างไร

Link copied