SCC กับ จีนเป็นพันธมิตร|LSP รีสตาร์ท กสิกรไทยเป้า 263 บาท

· SET

ตลาดมองว่า SCC แพ้จีน — แต่ CEO พลิกเกมในวันเดียวกัน

หุ้น SCC ยังอยู่ในโซนที่ตลาดกดราคาเพราะกังวลสินค้าจีนราคาถูกทะลักอาเซียน แต่วันที่ 24 มิถุนายน CEO ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม ออกมาแถลงสวนทิศทางนั้นทันที ข้อความหลักในแถลงการณ์ไม่ใช่การปฏิเสธความเป็นจริง แต่เป็นการพลิกกรอบ — "อย่ากลัวจีน" คือสโลแกนที่ CEO ใช้กับผู้บริหารทุกกลุ่มธุรกิจ ขณะเดียวกัน บทความจากสำนักข่าวการเงินฉบับอื่นในวันเดียวกันยังระบุว่า "SCC เหนื่อย" เพราะต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง นั่นคือตัวคำถามที่นักลงทุนต้องตัดสินใจ — การแถลงของ CEO คือก้าวแรกของ re-rating หรือแค่การจัดการภาพลักษณ์? ปัจจุบันรายได้จากจีนอยู่ที่ 2% ของรายได้รวม CEO ตั้งเป้าขยับเป็น 10% ใน 5-10 ปี และสั่งผู้บริหารทุกกลุ่มบินจีนปีละ 2-3 ครั้ง นี่ไม่ใช่เป้าหมายในกระดาษ — มีกำหนดการณ์ว่าจะเห็น JV ชัดเจนตั้งแต่ปีนี้ถึงปีหน้า ตลาดที่ยังกด SCC บนสมมติฐานเดิมกำลังใช้ข้อมูลที่ล้าสมัยหนึ่งขั้น

LSP รีสตาร์ทเร็วกว่ากำหนด + กสิกรไทยอัพเป้า 263 บาท

โรงงาน Long Son Petrochemicals หรือ LSP ในเวียดนาม ซึ่งเคยฉุดผลกำไร SCC ในช่วงที่หยุดดำเนินการ มีสัญญาณว่าจะกลับมาเดินสายการผลิตเร็วกว่ากำหนดเดิม นั่นหมายความว่า drag ที่กดประมาณการกำไรอยู่มีโอกาสหายไปเร็วกว่าที่ consensus ตลาดประเมิน วันที่ 25 มิถุนายน ธนาคารกสิกรไทยปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย SCC ขึ้นเป็น 263 บาท โดยอ้างปัจจัยหลักคือการรีสตาร์ทของ ROC และ LSP ที่จะหนุนกำไร สองสัญญาณนี้มาพร้อมกัน — แต่ตลาดยังไม่ได้ re-rate อย่างสมบูรณ์ ส่วนหนึ่งเพราะ consensus ยังรอดูตัวเลขจริงจากการรีสตาร์ท ไม่ใช่แค่สัญญาณ นั่นคือช่องว่างระหว่างราคาปัจจุบันกับเป้า 263 บาท — ไม่ใช่ช่องว่างที่ตลาดมองข้าม แต่เป็นช่องว่างที่ตลาดกำลังรอ confirmation

สมมติฐานที่ฝังอยู่ในราคาหุ้น SCC — และอะไรคือส่วนที่ logic ต้องการแต่ยังไม่มีหลักฐาน

กลยุทธ์ "จีนเป็นพันธมิตร" ของ SCC มีเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริงก่อนจึงจะ work — ต้องเลือก "จีนขาว" คือบริษัทที่มีธรรมาภิบาลและวิสัยทัศน์ระยะยาว CEO ระบุชัดว่าจะเน้นภาคเอกชนมากกว่ารัฐวิสาหกิจ เพราะคล่องตัวกว่า แต่ไม่มีบทความไหนใน pool วันนี้ระบุชื่อพันธมิตรจีนที่ชัดเจนว่าเป็นใคร — นั่นคือสิ่งที่ยังเป็นความเสี่ยงที่ตลาดไม่สามารถกำหนดราคาได้ ในขณะเดียวกัน SCC เลือกปรับโมเดลจาก commodity ไปสู่ "System & Solution" ซึ่งในทางทฤษฎีป้องกัน margin compression ได้ดีกว่า แต่ assumption ที่ฝังอยู่ในวิธีคิดนี้คือ: ลูกค้าในอาเซียนจะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อ integrated solution มากกว่าจะซื้อ commodity จีนที่ราคาถูกกว่า ถ้า assumption นั้นผิด การพลิกกลยุทธ์นี้ไม่ได้ช่วยอะไร และนี่คือเหตุผลที่บทความ "SCC เหนื่อย" กับคำแถลง CEO อยู่ร่วมกันใน pool วันเดียวกันได้โดยไม่มีใครผิด — ขึ้นอยู่กับว่า assumption ระยะกลางเป็นจริงหรือไม่

จุดตรวจสอบ: สิ่งที่ผู้ถือและผู้ที่ยังไม่ถือต้องดูก่อนตัดสินใจ

ผู้ที่ถือ SCC อยู่ต้องติดตามว่า JV จีนที่ CEO สัญญาว่าจะชัดเจน "ตั้งแต่ปีนี้ถึงปีหน้า" จะมีชื่อพันธมิตรและโครงสร้างที่จับต้องได้เมื่อใด — ไม่ใช่แค่การแถลงเจตนารมณ์ ผู้ที่ยังไม่ถือต้องรอสัญญาณจาก LSP: ถ้าโรงงานรีสตาร์ทและตัวเลขกำไรไตรมาส 3 ปี 69 สะท้อน drag ที่หายไปจริง นั่นคือ hard evidence ที่ตลาดรอ ความเสี่ยงที่ยังค้างอยู่คือ: ถ้า JV ไม่มีชื่อพันธมิตรชัดเจนภายในไตรมาส 4 ปี 69 ตลาดจะยังกดราคาต่อไปโดยไม่แคร์เป้าของกสิกรไทย การยืนราคาไว้ที่ 263 บาทของ KBANK ไม่ใช่ thesis anchor — มันคือผลลัพธ์ที่จะตามมาถ้า LSP รีสตาร์ทสำเร็จและ JV มีตัวตน ตัวแปรที่ตัดสิน thesis คือ: ภายในสิ้นปี 69 มี JV จีนที่ประกาศอย่างเป็นทางการหรือไม่ — ถ้ามี re-rating เกิดก่อนที่กำไรจะมาเต็ม; ถ้าไม่มี ราคาหุ้นอยู่กับข้อมูลเดิม SCC เริ่มกระบวนการจาก 2% เป็น 10% ไม่ใช่ตัวเลขที่จะเปลี่ยนงบฯ ปีนี้ — แต่เป็นตัวเลขที่จะเปลี่ยนวิธีที่ตลาดกำหนดราคาหุ้นนี้

Link copied