SCGP กำไรพุ่ง 128% จาก Fajar อินโดนีเซีย|ฐานต่ำหรือรีเรทจริง

· SET

หุ้น SCGP เด้งแรงหลังงบ Q2 พลิกโต 128%

บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง หรือ SCGP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 47 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 22 เปอร์เซ็นต์. ราคาหุ้นตอบรับทันทีด้วยการเด้งขึ้นระหว่างวันถึง 4 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ พร้อมมูลค่าซื้อขายที่หนาแน่นกว่าปกติ.

แต่ตัวเลขกำไรที่พุ่งขนาดนี้ไม่ได้มาจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์หลักในประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งเป็นโลว์ซีซั่นตามปกติ. คำถามที่ตลาดยังไม่ตอบชัดคือ อะไรคือตัวขับเคลื่อนตัวจริงเบื้องหลังตัวเลขที่ดีกว่าคาดถึง 22 เปอร์เซ็นต์นี้.

คำตอบชั่วคราวอยู่ที่ธุรกิจ Fajar ในอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนที่ฉุดผลประกอบการของ SCGP มาต่อเนื่องหลายไตรมาส กลับพลิกมามีกำไรในไตรมาสนี้ และเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้กำไรรวมของบริษัทดีดตัวขึ้นแรงกว่าที่ทุกฝ่ายประเมินไว้.

กลไกเบื้องหลัง Fajar อินโดนีเซียพลิกกำไร

บทวิเคราะห์จากบล.ทรีนีตี้ระบุว่า EBITDA margin ของ Fajar ในไตรมาสนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 12 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยต่ำกว่าราคาขายในภูมิภาคมาก และเป็นภาระขาดทุนของกลุ่มมาตลอด. การกลับตัวครั้งนี้มาจากราคาขายในอินโดนีเซียที่ทยอยขยับเข้าใกล้ระดับราคาอ้างอิงในภูมิภาคมากขึ้น.

ผู้บริหารระบุว่ากลยุทธ์สำคัญในระยะข้างหน้าคือการเพิ่มสัดส่วน downstream integration ในอินโดนีเซียจากปัจจุบันราว 26 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการเข้าซื้อโรงงานผลิตกล่องเพิ่มเติม ซึ่งหากปิดดีลได้ตามแผนในสองปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวอาจขยับขึ้นไปถึงราว 35 เปอร์เซ็นต์. การเพิ่ม market share ในธุรกิจกล่องจะทำให้บริษัทส่งผ่านต้นทุนกระดาษไปยังราคากล่องได้ง่ายขึ้น.

ทว่าเมื่อดูภาพรวม กำไรสะสมครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ราว 3,900 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 53 เปอร์เซ็นต์ของประมาณการกำไรเต็มปีที่บริษัทหลักทรัพย์วางไว้ที่ 7,300 ล้านบาท. ตัวเลขนี้เองที่ทำให้การพลิกกำไรของ Fajar ยังอยู่ในสถานะต้องพิสูจน์ต่อ มากกว่าจะเป็นข้อสรุปที่ปิดจบแล้ว.

โบรกอัพเป้าพร้อมกัน แต่ฐานเทียบยังต่ำ อะไรคือจุดพิสูจน์จริง

หลังงบออกมา บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งปรับราคาเป้าหมายของ SCGP ขึ้นพร้อมกันมาอยู่ที่ระดับ 34 ถึง 35 บาท และบางรายยกให้เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มที่ต่างชาติให้น้ำหนักลงทุน. สำหรับผู้ที่ยังไม่ถือหุ้นนี้ คำถามคือควรไล่ราคาเข้าซื้อตามโบรกเกอร์หรือไม่ หลังหุ้นเด้งไปแล้วถึง 8 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว.

แต่ตัวเลขเติบโต 128 เปอร์เซ็นต์ต้องอ่านคู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า ฐานเทียบของปีก่อนคือช่วงที่ Fajar ยังขาดทุนหนัก. การเติบโตแบบนี้จึงเป็นผลจากฐานต่ำเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ตัวเลขที่สะท้อนกำลังทำกำไรใหม่ทั้งหมด. สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมที่เห็นราคาขึ้นมาต่อเนื่อง คำถามจึงเปลี่ยนจาก จะซื้อเพิ่มไหม เป็น จะขายทำกำไรตอนนี้หรือถือต่อ.

ตัวแปรที่จะตัดสินว่านี่คือการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างจริงหรือไม่ ไม่ใช่ตัวเลขกำไรไตรมาสถัดไปที่ยังอยู่ไกล แต่คือ EBITDA margin ของ Fajar ในไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งผู้บริหารเองระบุว่าตั้งเป้าจะรักษาไว้ใกล้เคียงระดับ 12 เปอร์เซ็นต์. หากตัวเลขนี้ยืนได้ต่อเนื่องอีกไตรมาส จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ยืนยันว่าการเข้าซื้อในจังหวะนี้เป็นการเข้าถูกโอกาส แต่หากมาร์จิ้นร่วงกลับไปเหมือนในอดีต จะกลายเป็นสัญญาณว่าการไล่ราคาครั้งนี้คือกับดักจากตัวเลขฐานต่ำที่ตลาดตีความเกินจริง.

Link copied