หุ้น THAI ร่วง 4% แต่ผู้บริหารบอกไม่ห่วง|Lock-up 1.98 หมื่นล้านหุ้น ปลดล็อก 3 ส.ค.

· SET

บทที่ 1: หุ้น THAI ร่วง 4.2% วันเดียวกับที่บริษัทบอกว่าไม่ห่วง

หุ้นการบินไทย (THAI) ปิดตลาดวันนี้ที่ 6.85 บาท ลดลง 4.20% จากวันก่อน ในวันเดียวกันที่บริษัทออกมาแจ้งข้อมูลต่อตลาดว่า "ไม่ห่วง" เรื่องหุ้นที่กำลังจะปลดล็อก ตัวเลขที่ทำให้ตลาดตื่นตัวคือ 19,802,574,214 หุ้น — หรือ 70% ของหุ้นทั้งหมดที่ออกและจำหน่ายแล้ว — ซึ่งจะหลุดจากข้อกำหนด Lock-up ในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นี้ หุ้นชุดนี้คือส่วนที่เหลืออีก 75% ของหุ้นเพิ่มทุนที่จัดสรรให้เจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งแปลงหนี้มาเป็นทุน โดยส่วนแรก 25% ครบกำหนดไปแล้วเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเด็นคือ ผู้บริหาร THAI ยืนยันว่าเชื่อมั่นว่าสถาบันจะเข้ารับซื้อ พร้อมระบุว่าบริษัทจะเข้าซื้อขายในดัชนี SET50 และ Q3/69 จะฟื้นตัวจากไฮซีซั่นสายการบินยุโรป แต่ตลาดตอบกลับด้วยการขายออก 4.20% ในทันที — ซึ่งเปิดคำถามว่าใครอ่านสถานการณ์ถูกต้อง จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ แรงกดดันนี้ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจการบิน แต่มาจาก โครงสร้างการถือหุ้น ของเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้มาเป็นทุน ซึ่งหลายรายมีแรงจูงใจที่จะขายทันทีหลังพ้นล็อก เพราะต้นทุนการแปลงหนี้ต่ำกว่าราคาตลาดมาก สิ่งที่ตลาดยังไม่รู้คือ เจ้าหนี้กลุ่มใดจะขายทันทีหลัง 3 ส.ค. และในปริมาณเท่าไร — ตรงนี้คือ กล่องดำ ที่ทำให้การตัดสินใจของนักลงทุนทุกกลุ่มยากกว่าปกติ

บทที่ 2: ใครจะซื้อหุ้น 19,802 ล้านหุ้นที่กำลังจะออกมา?

ผู้บริหาร THAI ระบุว่าคาดว่านักลงทุนสถาบันจะเข้ารับซื้อ โดยอ้างถึงสองปัจจัยหนุน ได้แก่ การเข้าดัชนี SET50 ซึ่งจะดึงกองทุน Passive Index ให้ต้องซื้อตามน้ำหนักดัชนี และ ไฮซีซั่น Q3/69 ที่คาดว่าจะดันรายได้สายการบิน ตรรกะนี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มีสมมติฐานที่ต้องตั้งคำถาม ประการแรก กองทุน Passive Index ซื้อตาม น้ำหนักดัชนี ไม่ใช่ตามราคาที่ถูก — หากหุ้นยังร่วงต่อก่อนเข้า SET50 กองทุนก็ซื้อที่ราคาต่ำกว่า ไม่ได้เป็นแรงพยุงระยะสั้น ประการที่สอง ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติวันนี้อยู่ที่ 933.34 ล้านบาทสำหรับตลาดโดยรวม แต่ข้อมูลในตลาดไม่ได้ระบุว่าต่างชาติซื้อ THAI โดยเฉพาะในวันนี้ ในทางตรงข้าม แรงขายที่ฉุดราคาลง 4.2% มีมูลค่าซื้อขาย 448.85 ล้านบาท — ซึ่งสูงผิดปกติสำหรับหุ้นที่ราคาหุ้นละ 7 บาท สิ่งที่ตลาดยังไม่รู้คือ เจ้าหนี้รายไหนถือหุ้นเท่าไรและมีแผนอย่างไร — ข้อมูลในรายงานสาธารณะระบุเพียงยอดรวม 19,802 ล้านหุ้น ไม่ได้แยกรายเจ้าหนี้ ความเสี่ยงที่ฝั่งซื้อมักมองข้ามคือ "การขายเป็นระลอก" — แม้เจ้าหนี้ไม่ขายพร้อมกันทั้งหมด แต่ถ้าแต่ละกลุ่มทยอยขายในช่วง สิงหาคม-กันยายน ตลาดอาจรับแรงขายได้ไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกว้างมีความผันผวนจากการประชุมเฟด ประเด็นที่พลิกความคิดนักลงทุนฝั่งซื้อคือ ถ้าไฮซีซั่น Q3 จริง ทำไมราคายังร่วงวันนี้ก่อนที่จะมีข้อมูลเพิ่ม? คำตอบที่สมเหตุสมผลคือตลาดไม่ได้ประเมินพื้นฐานธุรกิจ แต่กำลัง Price in Supply Risk ล่วงหน้า ผู้ถือหุ้นควรจับตาสัญญาณ 2 ตัวแปรก่อนตัดสินใจ: หนึ่ง ราคาในช่วง 28 ก.ค. - 2 ส.ค. ว่าตลาดดูดซับแรงขายล่วงหน้าได้หรือไม่ สอง โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ที่จะรายงานหลัง 3 ส.ค. ว่าสถาบันรายใดเข้ามาแทนเจ้าหนี้จริง ผู้ที่ยังไม่ถือและกำลังพิจารณาเข้า ตัวแปรที่ต้องยืนยันก่อนคือ ปริมาณการซื้อสุทธิของสถาบันในช่วง 2-3 สัปดาห์หลัง 3 ส.ค. — ไม่ใช่ราคาวันเดียว หากสถาบันไม่เข้าซื้ออย่างมีนัย Supply 70% จะกดราคาต่อเนื่อง ทำให้คำบอกว่า "ไม่ห่วง" ของผู้บริหารพิสูจน์ผิดจากข้อมูลตลาดเอง

Link copied