THAI ปลดล็อกหุ้น 70%|หุ้นจะถูกเทหมดไหม?
ปลดล็อกหุ้น 70%
พรุ่งนี้หุ้นการบินไทย หรือ THAI จะเจอบททดสอบที่ตัวเลขดูน่ากลัวกว่าคำว่า “ปลดล็อก” มาก หุ้นกว่า 19,802 ล้านหุ้น หรือราว 70% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด จะพ้นข้อจำกัดการขาย หลังกลุ่มเจ้าหนี้ถือครองมาจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการเพิ่มทุน
ขายได้ไม่เท่าต้องขาย
แต่ประเด็นสำคัญคือ หุ้นที่ “ขายได้” ไม่เท่ากับหุ้นที่ “ต้องขาย” และนี่คือจุดที่นักลงทุนต้องแยกให้ออก เพราะข่าวนี้ไม่ได้เปลี่ยนจำนวนเที่ยวบิน รายได้ หรือกำไรของการบินไทยทันที กลไกตรงของมันคือการเพิ่มอุปทานที่อาจเข้าสู่ตลาด และเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำตัดสินใจเปลี่ยนหุ้นกลับเป็นเงินสด
ต้นทุนต่ำ แรงจูงใจสูง
ต้นทุนของหุ้นกลุ่มที่ปลดล็อกมีความแตกต่างจากราคาตลาดอย่างมาก หุ้นจากการแปลงหนี้มีต้นทุนเฉลี่ยราว 2.5452 บาทต่อหุ้น ขณะที่หุ้นเพิ่มทุนมีต้นทุนราว 4.48 บาท เทียบกับราคาหุ้นวันที่ 3 สิงหาคมที่ประมาณ 5.75 บาท ผู้ถือหุ้นเหล่านี้จึงมีแรงจูงใจทำกำไรอยู่จริง
ใครกำลังขาย
เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มก็มีเหตุผลไม่เหมือนกัน ธนาคารอาจทยอยลดสัดส่วนเพื่อปิดบัญชีการปรับโครงสร้างหนี้ แต่การเทขายทั้งหมดในวันเดียวอาจทำให้ราคาหุ้นและมูลค่าพอร์ตของตัวเองเสียหาย กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์อาจมีแรงจูงใจมากกว่า หากต้องการเปลี่ยนหุ้นเป็นเงินสดเพื่อชดเชยสมาชิกหรือดูแลสภาพคล่อง ส่วนผู้ลงทุนที่ซื้อบิ๊กล็อตใกล้ 6 บาทก็ไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับเจ้าหนี้ที่มีต้นทุนต่ำ
แรงขายอาจไม่มาพร้อมกัน
ดังนั้น ภาพที่ตลาดเคยกลัวว่า “หุ้นเกือบสองหมื่นล้านหุ้นจะถูกเทลงมาพร้อมกัน” อาจรุนแรงเกินจริง บทวิเคราะห์ที่ถูกรวบรวมในข่าวอ้างกรณีปลดล็อกหุ้นของบริษัทอื่นว่า หุ้นที่ขายจริงในวันแรกอาจอยู่เพียง 5–20% ของหุ้นที่สามารถขายได้ ส่วนที่เหลือทยอยออกมาในช่วงหลายเดือน ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎตายตัว แต่ทำให้ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าจำนวนหุ้น คือปริมาณการซื้อขายจริงหลังวันที่ 4 สิงหาคม
แรงกดดันซ้อนพื้นฐาน
นี่จึงเป็นความขัดแย้งของ THAI ในระยะสั้น หุ้นจำนวนมหาศาลสร้างแรงกดดันด้านจิตวิทยา แต่แรงขายจริงอาจค่อย ๆ กระจาย ขณะที่พื้นฐานธุรกิจยังเดินต่อ การวิเคราะห์ที่ถูกอ้างในข่าวมองว่ากำไรไตรมาสสองถูกกดดันจากฤดูกาล สงครามตะวันออกกลาง และต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น โดยประมาณการกำไรปกติอยู่ราว 850 ล้านบาทจากมุมมองหนึ่ง และกำไรสุทธิราว 407 ล้านบาทจากอีกมุมมองหนึ่ง
ครึ่งปีหลังมีสัญญาณฟื้น
ภาพครึ่งปีหลังมีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ต้องระวัง บริษัทให้สัญญาณว่าความต้องการเดินทางยังแข็งแกร่ง และกำลังการบินตั้งแต่เดือนกรกฎาคมกลับสู่ระดับปกติก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ THAI ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้ 40% ของปริมาณใช้ในครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์จึงคาดว่าผลประกอบการไตรมาสสามอาจฟื้นตามราคาน้ำมันที่ลดลง
การฟื้นตัวยังไม่ยืนยัน
แต่การฟื้นตัวนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่ยืนยันแล้ว เพราะสงครามที่ยืดเยื้อทำให้มีการลดประมาณการกำไรปี 2569–2570 ลง 10–28% และแรงกดดันอาจต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปี 2570 อย่างน้อย นั่นหมายความว่าแรงขายจากการปลดล็อกเป็นแรงกระแทกระยะสั้นที่ซ้อนอยู่บนธุรกิจสายการบินซึ่งยังอยู่ในวัฏจักรฟื้นตัว ไม่ใช่หลักฐานว่าพื้นฐานกลับมาแข็งแรงแบบถาวรแล้ว
ตัวชี้วัดที่ต้องจับตา
สำหรับผู้ถือหุ้น สิ่งที่ต้องทบทวนจึงไม่ใช่แค่คำถามว่าจะมีหุ้นออกมากี่พันล้านหุ้น แต่คือใครกำลังขาย ขายเร็วแค่ไหน และตลาดรับปริมาณนั้นได้หรือไม่ หากปริมาณซื้อขายพุ่งผิดปกติพร้อมราคาที่อ่อนแรง นั่นจะยืนยันว่าโอเวอร์แฮงจากเจ้าหนี้กำลังกลายเป็นแรงขายจริง แต่ถ้าราคาผันผวนแล้วปริมาณค่อย ๆ ลดลง ความสนใจจะกลับไปอยู่ที่น้ำมัน จำนวนผู้โดยสาร และกำไรไตรมาสสาม
ความเสี่ยงใกล้ที่สุดคือราคา
สำหรับคนที่ยังไม่มีหุ้น การรอให้เห็นพฤติกรรมการขายของเจ้าหนี้ก่อน อาจให้ข้อมูลมากกว่าการตัดสินจากตัวเลข 70% เพียงตัวเดียว ส่วนคนที่ถืออยู่ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงใกล้ที่สุดคือราคาหุ้น ไม่ใช่รายได้ของบริษัท เพราะการปลดล็อกไม่ได้ทำให้เครื่องบินบินน้อยลงหรือทำให้เงินสดในบริษัทหายไปทันที แต่สามารถทำให้เจ้าของหุ้นเดิมเปลี่ยนมุมมองและทำให้ผู้ซื้อรายใหม่ต้องรับแรงขายแทน
คำตัดสินยังไม่จบ
คำตัดสินของ THAI จึงยังไม่ใช่ “ปลดล็อกแล้วจบ” และไม่ใช่ “หุ้นจะถูกเทหมดแน่” ข่าวนี้ชี้ว่าโอเวอร์แฮงอาจเป็นบทสุดท้ายของแผนฟื้นฟู แต่บริษัทก็ยังต้องพิสูจน์ผ่านกำไรจริงว่าการฟื้นตัวของดีมานด์และต้นทุนน้ำมันจะชดเชยความผันผวนได้หรือไม่ สิ่งที่ยังไม่รู้คือจำนวนหุ้นที่เจ้าหนี้จะขายจริง ช่วงเวลาที่ขาย และกำลังซื้อของตลาดที่จะดูดซับหุ้นเหล่านั้นได้มากเพียงใด