TU Q2 ฝ่าภาษี|มาร์จิ้นยืนไหม?

· SET

คำถามใหม่ของ TU

ข่าวของ TU วันนี้ไม่ได้เปลี่ยนเรื่องจาก “ขาดทุนเป็นกำไร” แต่เปลี่ยนคำถามสำคัญกว่าเดิม จากเดิมที่ตลาดคาดว่ากำไรไตรมาสสองจะฟื้นตามฤดูกาล กลายเป็นว่า TU สามารถยกมาร์จิ้นขึ้นมาทำสถิติใหม่ได้ แม้ต้นทุนจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และค่าใช้จ่ายยังเป็นแรงกดดันอยู่

มาร์จิ้นทำสถิติใหม่

ไตรมาส 2/2569 TU มียอดขาย 33,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน เป็นการเติบโตต่อเนื่องไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งขึ้นสู่ 21.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรขั้นต้นเพิ่ม 10.2% เป็น 7,238 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่ม 12.6% เป็น 2,150 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,264 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 1,272.57 ล้านบาทในปีก่อน ภาพนี้จึงเป็นเรื่องของคุณภาพกำไรและความสามารถในการรักษามาร์จิ้น มากกว่าการเติบโตของกำไรสุทธิแบบก้าวกระโดด

ดีกว่าที่ตลาดคาด

ก่อนประกาศงบ นักวิเคราะห์ประเมินว่ามาร์จิ้นจะอยู่ราว 19.6–19.8% จากการปรับสัดส่วนสินค้าและขึ้นราคาขาย รวมถึงมองว่ากำไรจะได้แรงหนุนจากฤดูกาล การคืนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง และเงินบาทที่อ่อนค่า ผลจริงที่ 21.4% จึงดีกว่าการคาดการณ์เดิมอย่างชัดเจน และทำให้บริษัทกล้าปรับเป้ายอดขายทั้งปีเป็นเติบโต 4–6% จากเดิม 3–4% พร้อมยกเป้า GPM เป็น 19.5–20.5%

มาร์จิ้นมาจากไหน

กลไกที่ทำให้มาร์จิ้นดีขึ้นไม่ได้มาจากยอดขายทุกส่วนเร่งตัวพร้อมกัน อาหารทะเลแปรรูปมียอดขาย 16,853 ล้านบาท เพิ่ม 1.5% และปริมาณขายเพิ่ม 4.4% โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อรับจ้างผลิตและกิจกรรมส่งเสริมการขายในยุโรป อาหารทะเลแช่แข็งมียอดขายทรงตัวที่ 9,995 ล้านบาท แต่ GPM ดีขึ้นเป็น 13.5% เพราะราคาวัตถุดิบกุ้งเอื้อและบริษัทควบคุมต้นทุนได้ดี ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงมีปริมาณขายเพิ่ม 7.8% จากความต้องการในสหรัฐฯ และยุโรป

แข็งแกร่ง แต่ยังไม่ถาวร

ดังนั้น สิ่งที่ TU ทำได้ดีคือการเลือกขายสินค้าที่มาร์จิ้นสูงขึ้น การปรับราคา และการควบคุมต้นทุน ขณะเดียวกันการเติบโตของปริมาณขายก็ช่วยยืนยันว่าความแข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว แต่หลักฐานยังไม่พอจะสรุปว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพราะยอดขายรวมยังโตเพียงเล็กน้อย และธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งยังไม่ได้ขยายตัว

ภาษียังเป็นแรงกดดัน

แรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้หายไป บทวิเคราะห์ก่อนงบมองว่าภาษีที่มีผลเต็มไตรมาสจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายการตลาดยังสูง การขอคืนภาษีนำเข้าที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนอาจช่วยลดต้นทุนขายได้ แต่ยังเป็นปัจจัยบวกที่ต้องรอการรับรู้จริง ไม่ใช่เงินที่ควรนับเป็นกำไรถาวรตั้งแต่วันนี้

เงินสดดีขึ้น แลกกับการลงทุน

ยังมีข้อจำกัดอื่นที่ตลาดต้องไม่มองข้าม นักวิเคราะห์บางรายระบุถึงความเสี่ยงจากข้อพิพาท Red Lobster GUC Trust และกรณี Fortress Limited Guarantee วงเงิน 65 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกดดันความเชื่อมั่นในระยะสั้น ขณะเดียวกันบริษัทลดเป้า CAPEX เหลือ 5,000–5,500 ล้านบาทจากเดิม 5,500–6,000 ล้านบาท การลดการลงทุนช่วยรักษากระแสเงินสดและสนับสนุนการจ่ายปันผล แต่ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นต้องติดตามว่าการเติบโตในอนาคตจะมาจากประสิทธิภาพที่ดีขึ้น หรือมาจากการชะลอการลงทุน

บททดสอบคือไตรมาสสาม

สำหรับผู้ถือหุ้น ข่าวนี้ทำให้การมอง TU จากเดิมที่เน้นปันผลหรือการฟื้นตัวของกำไร ต้องเพิ่มคำถามเรื่องความยั่งยืนของมาร์จิ้นเข้าไปด้วย ส่วนคนที่กำลังพิจารณาเข้าลงทุน ไม่ควรใช้ตัวเลข 21.4% เป็นฐานถาวรทันที จุดทดสอบสำคัญคือผลประกอบการไตรมาสสาม ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าราคาทูน่า Skipjack จะลดจาก 2,000 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนมีนาคม เหลือ 1,730–1,700 ดอลลาร์ และราคากุ้งขาวอยู่ราว 120 บาทต่อกิโลกรัม หากต้นทุนที่ลดลงยังแปลงเป็นมาร์จิ้นได้โดยที่ค่าใช้จ่ายไม่เร่งขึ้น นั่นจะช่วยยืนยันว่าการฟื้นตัวมีความต่อเนื่อง แต่หากมาร์จิ้นกลับลงเมื่อแรงหนุนจากสินค้าและราคาวัตถุดิบหมดลง งวดนี้ก็อาจเป็นเพียงจุดสูงสุดชั่วคราว ความไม่แน่นอนที่ยังเหลืออยู่จึงไม่ใช่ว่า TU ฟื้นหรือไม่ แต่คือบริษัทจะรักษามาร์จิ้นระดับเป้าหมายได้แค่ไหนเมื่อภาษี ค่าใช้จ่าย และภาวะตลาดกลับมากดดันพร้อมกัน

Link copied